الأنبياء
The Prophets • 112 ayahs • Meccan
بِسْمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحْمَٰنِ ٱلرَّحِيمِ
1ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับมนุษย์ คือ เวลาแห่งการชำระความดีความชั่วของพวกเขา ขณะที่พวกเขาอยู่ในความประมาทเลินเล่อเป็นผู้ผินหลังให้มัน
2ไม่มีข้อตักเตือนใหม่ ๆ จากพระผู้อภิบาลของพวกเขามายังพวกเขา นอกจากว่าพวกเขารับฟังมัน โดยที่พวกเขาทำเป็นเรื่องเล่นสนุกสนาน
3จิตใจของพวกเขาไม่มั่นคง และบรรดาผู้อธรรมต่างกระซิบกระซาบระหว่างกันว่า เขา (มุฮัมหมัด) นี้มิใช่ใครอื่น นอกจากเป็นสามัญชนเยี่ยงพวกเจ้า พวกเจ้าจะยอมเชื่อฟังเวทมนตร์ ทั้งๆ ที่พวกเจ้าเห็นตำตากระนั้นหรือ?
4เขา (มุฮัมหมัด) กล่าวว่า “พระผู้อภิบาลของฉันทรงรอบรู้ทุกถ้อยคำ ทั้งในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้"
5แต่ทว่าพวกเขากล่าวว่า " (อัลกุรอาน) เป็นความฝันละเมอที่สับสน หากแต่ว่าเขาได้เสกสรรปั้นแต่งมันขึ้นมาต่างหาก เปล่าดอก! เขาเป็นกวีต่างหาก (หากเขาเป็นเราะซูลจริง) ก็ให้เขานำหลักฐานหนึ่งมาแสดงแก่เรา ดังที่ได้ถูกส่งมาแล้วโดยบรรดาเราะซูลก่อนๆ"
6ไม่มีชาวบ้านใดที่ศรัทธาก่อนหน้าพวกเขา ซึ่งเราจึงได้ทำลายมัน แล้วพวกเขา (ที่ขอปาฏิหาริย์นั้น) จะศรัทธาจริงหรือ?
7และเรามิได้ส่งผู้ใดมาก่อนหน้าเจ้า นอกจากเป็นผู้ชายที่เราได้วะฮ์ยูแก่พวกเขา ดังนั้น พวกเจ้า (ชาวมักกะฮ์) จงถามบรรดาผู้รู้ หากพวกเจ้าไม่รู้
8และเรามิได้ทำให้พวกเขา (บรรดานบี) มีร่างกายที่ไม่ต้องการอาหาร (เช่นมลาอิกะฮ์) และพวกเขามิได้เป็นผู้มีชีวิตยั่งยืน
9หลังจากนั้นแล้ว เราได้ทำให้สัญญาเป็นที่ประจักษ์แก่พวกเขา แล้วเราได้ช่วยพวกเขา และผู้ที่เราประสงค์ และเราได้ทำลายบรรดาผู้ละเมิด
10โดยแน่นอนยิ่ง เราได้ประทานคัมภีร์อัลกุรอานแก่พวกเจ้า ซึ่งในนั้นได้มีการกล่าวถึงเกียรติของพวกเจ้า พวกเจ้ายังไม่ใช้สติปัญญาหรือ?
11และตั้งกี่หมู่บ้านแล้วที่เราได้ทำลายมันอย่างฉับพลัน อันเนื่องจากเป็นหมู่บ้านที่อธรรม และเราได้ให้หมู่ชนอื่นเกิดขึ้นมาแทนที่หลังจากนั้น
12เมื่อพวกเขาได้ตระหนักถึงการลงโทษของเรา เมื่อนั้น พวกเขาจึงวิ่งหนีออกไปจากมัน
13พวกเจ้าจงอย่าวิ่งหนีเลย และจงกลับไปยังสิ่งที่ทำให้พวกเจ้าได้สุขสำราญเถิด และจงกลับไปยังที่พักของพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ถูกสอบถาม
14พวกเขากล่าวว่า โอ้ ความหายนะที่เกิดขึ้นแก่เรา แท้จริงเรานั้นเป็นผู้อธรรม
15การกล่าวอ้างของพวกเขายังคงดำเนินไป จนกระทั่งเราได้ทำให้พวกเขาเป็นผู้ถูกเก็บเกี่ยวอย่างมอดไหม้
16และเรามิได้สร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ในระหว่างทั้งสอง เพื่อการสนุกสนานอย่างไร้ประโยชน์
17หากเราปรารถนาที่จะเอาสิ่งใดมาเพื่อความบันเทิง แน่นอนเราก็จะเอามันจากที่มีอยู่ที่เรา หากเราปรารถนาจะกระทำเช่นนั้น
18ทว่าเราได้ให้ความจริงทำลายความเท็จ แล้วเราก็ให้มันเสียหายไป แล้วมันก็จะมลายสิ้นไป และสำหรับพวกเจ้าคือความวิบัติเนื่องจากที่พวกเจ้าได้เสกสรรต่ออัลลอฮ์
19และเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และผู้ที่อยู่ ณ ที่พระองค์ (มลาอิกะฮ์) พวกเขาจะไม่ลำพองตนในการเคารพภักดีพระองค์ และพวกเขาจะไม่เหนื่อยหน่าย
20พวกเขาจะแซ่ซ้องสดุดีพระองค์ ในเวลากลางคืน และกลางวัน โดยพวกเขาไม่ว่างเว้น
21หรือ พวกเขา (มุชริกีน) ได้นับถือบรรดาพระเจ้าจากพื้นดิน โดยคิดว่าสิ่งเหล่านั้นสามารถจะให้คนตาย ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้กระนั้นหรือ
22หากในชั้นฟ้าและแผ่นดินมีพระเจ้าหลายองค์ อื่นจากอัลลอฮ์แล้ว จะเกิดความเสียหายอย่างแน่นอน มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งบัลลังก์ ทรงบริสุทธิ์จากสิ่งที่พวกเขาเสกสรรปั้นแต่งขึ้น
23พระองค์จะไม่ถูกสอบถามในสิ่งที่พระองค์ได้กระทำไป และพวกเขาต่างหากที่จะถูกสอบถาม
24พวกเขาได้ยึดถือบรรดาพระเจ้า อื่นจากพระองค์กระนั้นหรือ จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) พวกเจ้าจงนำหลักฐานของพวกเจ้ามา นี่คือคัมภีร์ที่อยู่กับฉัน (อัลกุรอาน) และคัมภีร์ที่มีอยู่ก่อนหน้าฉัน (เตารอตและอินญีล) ทว่าส่วนใหญ่ของพวกเขาไม่รู้ความจริง พวกเขาจึงเป็นผู้ผินหลัง
25และเรามิได้ส่งเราะซูลคนใดก่อนหน้าเจ้านอกจากเราได้วะฮ์ยูแก่เขาว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่เที่ยงแท้ นอกจากข้า ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้าเถิด
26และพวกเขา (ผู้ตั้งภาคี) กล่าวว่า "(อัลลอฮ์) พระผู้ทรงเมตตายิ่งทรงมี (บรรดามลาอิกะฮ์เป็น) บุตร" มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ เปล่าเลย พวกเขาเป็นบ่าวผู้มีเกียรติ
27พวกเขาไม่ได้นำหน้าพระองค์ด้วยวาจา และพวกเขาทำตามที่พระองค์ทรงบัญชา
28พระองค์ทรงรอบรู้ สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขา และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา และพวกเขาจะไม่ขอไถ่แทนโทษผู้ใดนอกจากผู้ที่พระองค์ทรงพอพระทัย และเนื่องจากการยำเกรงต่อพระองค์ พวกเขาจึงเป็นบรรดาผู้มั่นในหน้าที่
29และผู้ใดในหมู่พวกเขาที่กล่าวว่า แท้จริงฉันคือพระเจ้าอื่นจากพระองค์ ดังนั้น เราจะตอบแทนเขาผู้นั้น ด้วยนรกญะฮันนัม ทำนองนั้น เราจะตอบแทนบรรดาผู้อธรรม
30และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นไม่เห็นดอกหรือว่า แท้จริงชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้นแต่ก่อนนี้รวมติดเป็นอันเดียวกัน แล้วเราได้แยกมันทั้งสองออกจากกัน และเราได้ทำให้ทุกสิ่งมีชีวิตมาจากน้ำ ดังนั้นพวกเขาจะยังไม่ศรัทธาอีกหรือ?
31และเราได้ให้ภูเขาตั้งมั่นในแผ่นดิน เกรงว่ามันจะสั่นสะเทือนต่อผู้ที่อยู่อาศัย และเราได้ทำให้หุบเขาเป็นทางกว้างในแผ่นดินนั้น เพื่อพวกเขาจะได้ตามทางถูกต้อง
32และเราได้ทำให้ชั้นฟ้าเป็นหลังคา ถูกรักษาไว้ไม่ให้ร่วงหล่นลงมา และพวกเขาก็ยังเป็นผู้ผินหลังให้สัญญาณต่างๆ ของมัน
33และพระองค์ผู้ทรงสร้างกลางคืนและกลางวัน ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ แต่ละหน่วยจะโคจรอยู่ในวงโคจรของมัน
34และเรามิได้ทำให้บุคคลใดก่อนหน้าเจ้าอยู่ยั่งยืนนาน เพราะฉะนั้นหากเจ้าตายไป พวกเขาจะยืนยงอยู่ค้ำฟ้ากระนั้นหรือ?
35ทุกชีวิตเป็นผู้ลิ้มรสแห่งความตาย และเราจะทดสอบพวกเจ้าทั้งด้วยความชั่วและความดีอันเป็นฟิตนะฮ์ (ทั้งสิ้น) และยังเราเท่านั้นพวกเจ้าจะถูกนำกลับ
36และเมื่อบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเห็นเจ้า (โอ้ มุฮัมหมัด) พวกเขาจะไม่นับถือเจ้า เว้นแต่เป็นการเยาะเย้ยเท่านั้น พวกเขากล่าวว่า “คนนี้หรือที่กล่าวถึง (ดูหมิ่น) พระเจ้าของพวกเจ้า?” และพวกเขา เมื่อกล่าวถึงพระผู้ไร้ซึ่งขอบเขตแห่งความเมตตา พวกเขา (กลายเป็น) ผู้ปฏิเสธศรัทธา
37มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความรีบร้อน ข้าจะแสดงสัญญาณต่างๆ ของข้าให้พวกเจ้าเห็น ดังนั้นพวกเจ้าอย่าได้เร่งข้าเลย
38และพวกเขากล่าวว่า เมื่อใดเล่าสัญญานี้จะเกิดขึ้น หากพวกเจ้าเป็นผู้สัตย์จริง
39หากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธารู้ว่า พวกเขาไม่สามารถที่จะป้องกันไฟจากด้านหน้าของพวกเขาและทางด้านหลังของพวกเขา และพวกเขาจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ
40แต่ว่ามันจะมาถึงพวกเขาโดยฉับพลัน แล้วจะทำให้พวกเขาตกใจ ดังนั้นแล้วพวกเขาจะไม่สามารถปฏิเสธมันได้ และพวกเขาจะไม่ได้รับการประวิงเวลาให้
41และโดยแน่นอน บรรดาเราะซูลก่อนหน้าเจ้าได้ถูกเย้ยหยันมาแล้ว ดังนั้นจึงได้ล้อมบรรดาผู้ที่เย้ยหยันต่อบรรดาเราะซูลเหล่านั้นไว้ ในสิ่งที่พวกเขาได้เย้ยหยันกัน
42จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ผู้ใดเล่าสามารถคุ้มครองพวกเจ้าในกลางคืนและกลางวัน (ให้พ้นจากการลงโทษ) จากพระผู้ไร้ซึ่งขอบเขตแห่งความเมตตา แต่พวกเขายังเป็นผู้ผินหลังให้จากคำสอนของพระผู้อภิบาลของพวกเขา
43หรือว่าพวกเขามีพระเจ้าหลายองค์อื่นจากเรา ที่คอยปกป้องพวกเขา ซึ่งพระเจ้าเหล่านั้นไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเอง และไม่สามารถป้องกันตัวเองให้พ้นจากการลงโทษของเราได้
44แต่ทว่า เราได้ให้ความสุขสำราญแก่พวกเขาและบรรพบุรุษของพวกเขา จนกระทั่งพวกเขามีอายุยั่งยืน พวกเขาไม่เห็นหรอกหรือว่า แท้จริงเราได้มายังแผ่นดินเพื่อทำให้มันคับแคบลงจากขอบเขตของมัน แล้วพวกเขาจะเป็นผู้ชนะอีกหรือ
45จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) แท้จริงฉันเพียงตักเตือนพวกเจ้าด้วยวะฮ์ยูเท่านั้น แต่คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงเรียกร้อง เมื่อพวกเขาถูกตักเตือน
46และหากการลงโทษเพียงเล็กน้อยจากพระผู้อภิบาลของเจ้าได้ประสบแก่พวกเขา แน่นอนพวกเขาก็จะกล่าวว่า "โอ้ ความวิบัติที่ประสบกับเรา แท้จริงเราเป็นผู้อธรรม"
47และเราตั้งตราชูที่เที่ยงธรรมสำหรับวันกิยามะฮ์ ดังนั้นจะไม่มีชีวิตใดถูกอธรรมแต่อย่างใดเลย และแม้ว่ามันเป็นเพียงน้ำหนักเท่าเมล็ดพืชเล็ก เราก็จะนำมันมาแสดง และเป็นการเพียงพอแล้วสำหรับเราที่เป็นผู้ชำระ
48และแท้จริง เราได้ประทานข้อเท็จจริงที่แยกระหว่างความจริงกับความเท็จแก่มูซาและฮารูน และเป็นแสงสว่าง และเป็นข้อตักเตือนแก่บรรดาผู้ยำเกรง
49บรรดาผู้เกรงกลัวพระผู้อภิบาลของพวกเขาโดยที่พวกเขาไม่เห็น และพวกเขายังหวั่นกลัวต่อวันอวสาน
50และนี่คืออัลกุรอาน เป็นการตักเตือนที่จำเริญ ที่เราได้ให้มันลงมา แล้วพวกเจ้ายังจะปฏิเสธมันอีกหรือ?
51และโดยแน่นอน เราได้ประทานแก่อิบรอฮีมก่อนหน้านั้น ซึ่งทางนำและเรารู้จักเขาดี
52จงรำลึกเถิดว่า เขาได้กล่าวแก่บิดาของเขาและกลุ่มชนของเขาว่า นี่มันรูปปั้นอะไรกัน ที่พวกเจ้าเฝ้าบูชากัน
53พวกเขากล่าวว่า เราได้พบเห็นบรรพบุรุษของเรา เป็นผู้สักการะบูชามันมาก่อน
54เขากล่าวว่า "โดยแน่นอน พวกเจ้าและบรรพบุรุษของพวกเจ้า อยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง"
55พวกเขาถามว่า: "เจ้ามีความจริงมาเสนอแก่เรา (ในฐานะเราะซูล) หรือเจ้าเป็นแค่เพียงคนหนึ่งที่มาล้อกันเล่น?"
56เขากล่าวว่า "ทว่า ที่แท้จริงพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า คือพระผู้อภิบาลแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ทรงสร้างมันขึ้นมา และฉันเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้เป็นพยานต่อการนี้"
57และขอสาบานต่ออัลลอฮ์ แท้จริง ฉันจะวางแผนทำลายรูปปั้นทั้งหลายของพวกเจ้า หลังจากที่พวกเจ้าหันหลังกลับออกไป
58แล้วเขาก็ได้ทุบทำลาย (รูปปั้นเหล่านั้น) จนแหลกลาญ ยกเว้นรูปปั้นตัวใหญ่ของพวกเขา เพื่อว่าพวกเขาจะได้กลับมาถามมัน (ว่าใครเป็นผู้ทำ)
59พวกเขากล่าวว่า ผู้ใดที่บังอาจกระทำเช่นนี้กับบรรดาพระเจ้าของเรา แท้จริง เขาผู้นั้นอยู่ในหมู่ผู้อธรรมอย่างแน่นอน
60พวกเขากล่าวว่า เราได้ยินมาว่า เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ชอบกล่าวตำหนิรูปปั้นเหล่านี้ เขามีชื่อว่าอิบรอฮีม
61พวกเขากล่าวว่า พวกเจ้าจงนำเขามาท่ามกลางสายตาของผู้คน หวังว่าเขาทั้งหลายจะได้เป็นพยาน
62พวกเขากล่าวว่า เจ้าเป็นผู้กระทำเช่นนี้ต่อบรรดาพระเจ้าของเรากระนั้นหรือโอ้อิบรอฮีม?!
63เขาตอบว่า: "(ไม่) ตัวใหญ่ของพวกเขาตัวนี้ต่างหากที่เป็นผู้ทำ ดังนั้นจงถามพวกเขาสิ หากพวกเขาพูดได้ "
64ดังนั้น พวกเขาก็กลับมาคิดถึงตัวของพวกเขาเอง แล้วกล่าวขึ้นว่า แท้จริงพวกเจ้านั่นแหละเป็นผู้อธรรม
65หลังจากนั้น ศรีษะของพวกเขาก็ก้มลงมา (คอตก) พลางกล่าวว่า "แท้จริงเจ้ารู้ดีอยู่แล้วว่ารูปปั้นพูดไม่ได้"
66เขากล่าวว่า ดังนั้น พวกเจ้าจะเคารพภักดีสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ให้คุณแก่พวกเจ้า และไม่ให้โทษแก่พวกเจ้าแต่อย่างใดเลย กระนั้นหรือ
67เป็นที่น่ารังเกียจสำหรับพวกเจ้า และสำหรับสิ่งที่พวกเจ้าเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮ์ พวกเจ้าไม่ใช้ปัญญาหรือ?
68พวกเขากล่าวว่า "จงเผาเขาเสีย และจงช่วยเหลือบรรดาพระเจ้าของพวกเจ้า หากพวกเจ้าจะกระทำเช่นนั้น"
69เรา (อัลลอฮ์) กล่าวว่า "ไฟเอ๋ย เจ้าจงเย็นลง และศานติแก่อิบรอฮีมเถิด"
70และพวกเขาปรารถนาที่จะวางแผนร้ายแก่เขา แต่เราได้ทำให้พวกเขาประสบกับความสูญเสียยิ่งกว่า
71และเราได้ให้เขา (อิบรอฮีม) และลูฏ (หลานชาย-ลูกของพี่ชายเขา) ปลอดภัย ไปสู่แผ่นดินซึ่งเราได้ให้ความจำเริญอุดมสมบูรณ์ในแผ่นดินนั้นแก่บรรดาสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย
72และเราได้ให้อิสฮาก(เป็นลูกชาย) และตามด้วยยะอ์กูบ (เป็นหลานให้แก่เขา) และทั้งหมดนั้นเราได้ให้เป็นคนดีมีคุณธรรม
73และเราได้ทำให้พวกเขาเป็นผู้นำ นำทางด้วยพระบัญญัติของเรา และเราได้วะฮ์ยูแก่พวกเขาให้ประกอบการดี และดำรงการละหมาด และจ่ายซะกาต และพวกเขาต่างก็เป็นผู้เคารพภักดีต่อเราเท่านั้น
74และลูฏนั้นเราได้ประทานวิทยปัญญาและความรู้แก่เขา และเราได้ช่วยเขาให้พ้นจากหมู่บ้านนั้น ซึ่งได้ประพฤติการเลวทราม (ลามก) แท้จริงพวกเขาเป็นหมู่ชนที่ชั่วช้าและฝ่าฝืน
75และเราได้ทำให้เขาอยู่ในความเมตตาของเรา แท้จริงเขาเป็นคนหนึ่งในหมู่คนดี
76และจงรำลึกถึงเรื่องราวของนูห์ เมื่อเขาได้ร้องขอ (ต่ออัลลอฮ์) ก่อนหน้านั้น (ก่อนหน้าอิบรอฮีมและลูฏ) แล้วเราก็ได้ตอบสนองเขา แล้วเราได้ช่วยเหลือเขาและพวกพ้องของเขาจากความระทมอันใหญ่หลวง
77และเราได้ช่วยเหลือเขาให้รอดพ้นจากหมู่ชนที่ปฏิเสธต่อสัญญาณต่างๆ ของเรา แท้จริงพวกเขาเป็นหมู่ชนที่ชั่วช้า ดังนั้น เราจึงได้ทำให้พวกเขาทั้งหมดจมน้ำตาย
78และจงรำลึกถึงเรื่องราวของดาวูดและสุลัยมาน เมื่อเขาทั้งสองได้ตัดสินข้อพิพาทในเรื่องไร่นา ครั้นเมื่อฝูงแกะของชนกลุ่มหนึ่งได้เข้าไปกินพืชในเวลากลางคืน และเราเป็นพยานต่อการตัดสินของพวกเขา
79ดังนั้น เราได้ดลใจให้สุลัยมานเข้าใจการตัดสินในประเด็นนั้น และเราได้ประทานวิทยปัญญาและความรู้แก่แต่ละคนในทั้งสองนั้น และเราได้ทำให้ภูเขาและนกแซ่ซ้องสดุดีร่วมกับดาวูด และเราเป็นผู้กระทำสิ่งเหล่านี้
80และเราได้สอนเขาให้รู้การทำเสื้อเกราะแก่พวกเจ้า เพื่อป้องกันพวกเจ้าจากการรบพุ่งกัน แล้วพวกเจ้าจะเป็นผู้กตัญญูรู้คุณบ้างไหม
81และสำหรับสุลัยมาน เราได้ทำให้พายุกล้าพัดเฉื่อย ตามคำบัญชาของเขา ไปยังดินแดนซึ่งเราได้ให้มีความจำเริญในนั้น และเราเป็นผู้รอบรู้ทุกสิ่ง
82และเราได้ให้ชัยฏอน บางตัวดำน้ำให้เขา และทำงานอย่างอื่นที่นอกเหนือจากนั้น และเราเป็นผู้ควบคุมพวกเขาเหล่านั้น
83และจงรำลึกถึงเรื่องราวของอัยยูบ เมื่อครั้นที่เขาได้ร้องขอต่อพระผู้อภิบาลของเขาว่า "แท้จริงข้าพระองค์ ได้ประสบกับความทุกข์ยากและพระองค์เท่านั้นเป็นผู้ทรงเมตตายิ่งในหมู่ผู้เมตตาทั้งหลาย
84ดังนั้น เราได้สนองตอบเขา แล้วเราได้ปลดเปลื้องที่เป็นความทุกข์ยากของเขา และเราได้ให้ครอบครัวของเขาแก่เขา และเช่นเดียวกับที่เขาได้เคยมีมาก่อน (เช่น บุตรหลานและพวกพ้อง) เป็นความเมตตาจากเรา และเป็นข้อตักเตือนแก่บรรดาผู้ที่เคารพภักดีทั้งหลาย
85และจงรำลึกถึงเรื่องราวของอิสมาอีลและอิดรีส และซัลกิฟลิ แต่ละคนอยู่ในหมู่ผู้อดทนขันติ
86และเราได้ให้พวกเขาเข้าอยู่ในความเมตตาของเรา แท้จริงพวกเขาอยู่ในหมู่คนดีมีคุณธรรม
87และจงรำลึกถึงเรื่องราวของซันนูน (นบียูนุส) เมื่อเขาจากไปด้วยความโกรธ (ต่อหมู่ชนของเขา) แล้วเขาคิดว่า อย่างไรก็ตาม เราจะไม่ทำให้เขาลำบาก แล้วเขาได้วอนขอท่ามกลางความมืดทึบว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่เที่ยงแท้นอกจากพระองค์เท่านั้น มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ แท้จริงข้าพระองค์เป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้อธรรมทั้งหลาย"
88ดังนั้นเราได้สนองตอบการวอนขอของเขาและเราได้ช่วยให้เขารอดพ้นจากความระทม และในทำนองนั้น เราได้ช่วยบรรดาผู้ศรัทธาให้รอดพ้น
89และจงรำลึกถึงเรื่องราวของซะกะรียา เมื่อตอนที่เขาวอนขอต่อพระผู้อภิบาลของเขาว่า "ข้าแต่พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงอย่าปล่อยให้ข้าพระองค์อยู่อย่างลำพัง และพระองค์ผู้ทรงเป็นเลิศยิ่งแห่งผู้สืบครอง"
90ดังนั้นเราได้ตอบรับการร้องขอของเขา และเราได้ประทานบุตรแก่เขาคือยะห์ยา และเราได้บำบัดภรรยาของเขาให้หายเป็นปกติสำหรับเขา แท้จริงพวกเขาต่างก็มุ่งมั่นในการทำการดี และพวกเขาต่างก็วิงวอนต่อเราด้วยการมีความหวัง (ในความเมตตาของเรา) และด้วยความกลัว (ต่อการลงโทษของเรา) และพวกเขานอบน้อมถ่อมตน ต่อเรา
91และจงรำลึกถึงสตรีที่รักษาความบริสุทธิ์ของนางเอาไว้ แล้วเราได้เป่าวิญญาณของเราเข้าไปในนาง และเราได้ทำให้นางและบุตรของนางเป็นสัญญาณหนึ่งแก่มวลมนุษย์ทั้งหลาย
92แท้จริง นี่คือประชาชาติของพวกเจ้าซึ่งเป็นประชาชาติเดียวกัน และข้าคือพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพภักดีข้าเถิด
93และพวกเขาได้แตกแยกกันในเรื่องของศาสนาระหว่างพวกเขา พวกเขาทุกคนต้องกลับไปหาเรา
94ดังนั้นผู้ใดที่ประกอบการดี โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ดังนั้นจะไม่มีการปฏิเสธการวิริยะอุตสาหะของเขา และแท้จริงเราเป็นผู้บันทึกความดีสำหรับเขา
95และเป็นที่ห้ามแก่ชาวบ้านที่เราได้ทำลายล้าง ว่าพวกเขาจะไม่กลับมาอีก
96จนกระทั่งเมื่อกำแพงของยะอ์ญูจญ์ และมะอ์ญูจญ์ถูกเปิด (ปล่อย) ออกมา และพวกเขาจะลื่นไถลมาจากทั่วทุกแห่ง
97และ (เมื่อ) สัญญาแห่งความจริง (วันอวสาน) ก็ใกล้เข้ามา เมื่อนั้น สายตาของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจ้องโพลง (ลืมตาค้างพลางกล่าวว่า) "โอ้ความวิบัติของเราเอ๋ย แน่นอน ได้อยู่ในความเฉยเมยต่อเรื่องนี้ ใช่แต่เท่านั้น เราได้เป็นผู้ที่อธรรม(ต่อตัวเราเอง)”
98แท้จริงพวกเจ้า (โอ้ มุชริกีนเอ๋ย) และสิ่งที่พวกเจ้าเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮ์นั้น ล้วนเป็นเชื้อเพลิงของนรก พวกเจ้าจะเป็นผู้เข้าไปอยู่ในนั้น
99หากพวกเขาเหล่านั้นเป็นพระเจ้าจริงแล้ว มันจะไม่เข้าไปอยู่ในนั้น และทั้งหมดจะอยู่ในนั้นอย่างถาวร
100สำหรับพวกเขาในนรกนั้นมีแต่เสียงครวญครางและพวกเขาในนรกนั้นจะไม่ได้ยินมันเลย
101แท้จริงบรรดาผู้ที่ความดีจากเราได้ประสบแก่พวกเขามาก่อนนั้น ชนเหล่านั้นเป็นผู้ที่อยู่ห่างไกลจากมัน
102พวกเขาจะไม่ได้ยินเสียงการเผาไหม้ของมัน และพวกเขาจะอยู่ในความสุขสำราญของชีวิตชั่วนิรันดร์ (ในสวรรค์)
103ความน่าสะพรึงกลัวครั้งใหญ่จะไม่ทำให้พวกเขาหวาดกลัว และบรรดามลาอิกะฮ์จะต้อนรับพวกเขา (ด้วยการทักทายพวกเขาว่า): "วันนี้เป็นวันของพวกเจ้าที่พวกเจ้าเคยถูกสัญญาไว้"
104วันที่เราจะม้วนชั้นฟ้า ประหนึ่งการม้วนกระดาษบันทึก ดังที่เราได้เริ่มให้มีการบังเกิดครั้งแรก เราจะให้มันกลับขึ้นมาอีก มันเป็นสัญญาของเรา แท้จริงเราเป็นผู้กระทำอย่างแน่นอน
105และโดยแน่นอน เราได้บันทึกไว้ในบรรดาคัมภีร์ที่เราได้ประทานลงมา หลังจากได้ถูกบันทึกไว้ในเลาห์มะห์ฟูซ (แผ่นจารึกที่ถูกรักษาไว้) ว่า "ว่าแผ่นดินนี้จะสืบทอดโดยบรรดาบ่าวของข้าที่มีคุณธรรมทั้งหลาย"
106แท้จริงในสิ่งที่กล่าวมานี้ แน่นอนมีสาส์นสำหรับหมู่ชนที่เคารพภักดีต่ออัลลอฮ์
107และเรามิได้ส่งเจ้ามา (โอ้ มุฮัมหมัด) เพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่สากลโลก
108จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) แท้จริงฉันได้รับวะฮ์ยูมา เพื่อให้ประกาศว่า "แท้จริงพระเจ้าของพวกเจ้านั้นคือพระเจ้าองค์เดียว ดังนั้นพวกเจ้าจะยอมรับหรือไม่?"
109หากพวกเขาหันหลังออกไป ก็จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า ฉันได้ประกาศให้แก่พวกเจ้าทราบแล้วโดยถ้วนหน้า และฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเจ้าถูกสัญญาไว้นั้น จะอยู่ใกล้หรือไกล
110แท้จริงพระองค์ทรงรอบรู้คำพูดที่เปิดเผยและทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้าปิดบังไว้
111และฉันก็ไม่รู้ อาจเป็นการประวิงเวลา เป็นการทดสอบแก่พวกเจ้า และ (อาจทำให้พวกเจ้า) มีความสุขในชีวิตไปชั่วขณะหนึ่ง
112เขา (มุฮัมหมัด) กล่าวว่า "ข้าแต่พระผู้อภิบาลของข้า โปรดพิพากษา (ระหว่างเรากับพวกเขา) ด้วยความจริง พระผู้อภิบาลของเรา คือ พระผู้ทรงไร้ขอบเขตแห่งความเมตตา ผู้ทรงถูกขอความช่วยเหลือต่อสิ่งที่พวกเจ้ากล่าวหา"