مريم
Mary • 98 ayahs • Meccan
بِسْمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحْمَٰنِ ٱلرَّحِيمِ
1กาฟ ฮา ยา อัยน์ ศ็อด
2(นี่คือ) การรำลึกถึงพระเมตตาแห่งพระผู้อภิบาลของเจ้า ที่มีต่อบ่าวของพระองค์ซะกะรียา
3เมื่อเขาวิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของเขา ด้วยการวิงวอนอย่างแผ่วเบา
4เขากล่าวว่า "ข้าแต่พระผู้อภิบาลของข้า แท้จริงกระดูกของข้าพระองค์อ่อนแล้ว และศรีษะก็มีประกายหงอกแล้ว และมิเคยปรากฏเลยว่าการวิงวอนของข้าพระองค์ต่อพระองค์นั้นไร้ผล โอ้ข้าแต่พระผู้อภิบาลของข้า"
5"และแท้จริงข้าพระองค์กลัวคณาญาติของข้าพระองค์ ภายหลัง (การตายของ) ข้าพระองค์และภรรยาของข้าพระองค์ก็เป็นหมันด้วย ดังนั้นขอพระองค์ทรงโปรดประทานทายาทที่ดีจากพระองค์แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด"
6"ผู้นั้นจะได้สืบทายาทข้าพระองค์ และสืบทายาทจากตระกูลของยะอ์กูบ และขอพระองค์ทรงโปรดให้เขาเป็นที่โปรดปรานด้วยเถิด"
7(อัลลอฮ์ทรงตอบรับ) "โอ้ ซะกะรียาเอ๋ย! แท้จริงเราจะแจ้งข่าวดีแก่เจ้าซึ่งลูกคนหนึ่ง ชื่อของเขาคือยะห์ยา เรามิเคยตั้งชื่อผู้ใดมาก่อนเลย"
8เขากล่าวว่า "ข้าแต่พระผู้อภิบาลของข้า ข้าพระองค์จะมีลูกได้อย่างไร ในเมื่อภรรยาของข้าพระองค์ก็เป็นหมัน และแน่นอน ข้าพระองค์ก็ได้บรรลุสู่ความแก่ชราแล้ว!"
9เขา (มลาอิกะฮ์) กล่าวว่า "กระนั้นก็ดี พระผู้อภิบาลของเจ้าได้ตรัสว่า มันง่ายสำหรับข้า และแน่นอนข้าได้บังเกิดเจ้ามาก่อน เมื่อเจ้ายังมิได้เป็นสิ่งใด"
10เขากล่าวว่า "ข้าแด่พระผู้อภิบาลของข้า ขอพระองค์ทรงโปรดทำให้มีสัญญาณแก่ข้าพระองค์ด้วย" พระองค์ตรัสว่า "สัญญาณของเจ้าคืออย่าพูดกับผู้คนเป็นเวลาสามคืน ทั้งๆ ที่เจ้าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์"
11แล้วเขาได้ออกจากหอสวดมายังหมู่ชนของเขา และเขาได้ชี้ใบ้แก่พวกของเขาว่า "พวกเจ้าจงกล่าวสดุดีในยามเช้าและยามเย็น"
12โอ้ ยะห์ยาเอ๋ย! เจ้าจงยึดมั่นในคัมภีร์ (เตารอต) ด้วยความมุ่งมั่น และเราได้ประทานความเฉลียวฉลาดให้แก่เขา ตั้งแต่เขายังเป็นเด็กอยู่
13และ (เราได้ประทาน) ความเอ็นดูเมตตาจากเรา อีกทั้งความบริสุทธิ์ และเขาเป็นผู้ยำเกรง
14และสนองคุณต่อบิดามารดาของเขา และเขามิได้เป็นผู้หยิ่งยโส ผู้ฝ่าฝืน
15และความสันติจงมีแด่เขา วันที่เขาถูกคลอด และวันที่เขาตาย และวันที่เขาถูกฟื้นขึ้นให้มีชีวิตใหม่
16และจงกล่าวถึง (เรื่องของ) มัรยัมที่อยู่ในคัมภีร์ เมื่อนางได้ปลีกตัวออกจากหมู่ญาติของนาง ไปยังมุมหนึ่งทางตะวันออก (ของบัยตุลมักดิส)
17แล้วนางได้ใช้ม่านกั้นให้ห่างพ้นจากพวกเขา แล้วเราได้ส่งวิญญาณของเรา (ญิบรีล) ไปยังนาง แล้วเขาได้จำแลงตนแก่นางด้วยการเป็นชายที่สมบูรณ์
18นางกล่าวว่า "แท้จริง ฉันขอความคุ้มครองต่อพระผู้ทรงเมตตายิ่งให้พ้นจากเจ้า (ดังนั้น จงปล่อยฉันไป) หากเจ้าเป็นผู้ยำเกรง (ต่ออัลลอฮ์)"
19เขา (ญิบรีล) กล่าวว่า "แท้จริงฉันคือเราะซูล (ญิบรีล) แห่งพระผู้อภิบาลของเธอ เพื่อที่จะให้เธอได้รับ (ความโปรดปรานด้วย) บุตรชายที่บริสุทธิ์”
20นางกล่าวว่า "ฉันจะมีลูกได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ผู้ชายไม่ได้แตะต้องฉัน และฉันก็ไม่ได้เป็นหญิงโสเภณี"
21เขา (ญิบรีล) กล่าวว่า "กระนั้นก็เถิด พระผู้อภิบาลของเธอตรัสว่า มันง่ายสำหรับข้า และเพื่อเราจะทำให้เขาเป็นสัญญาณหนึ่งสำหรับมนุษย์ และเป็นความเมตตาจากเรา และนั่นเป็นกิจการที่ถูกกำหนดไว้แล้ว"
22แล้วนางก็ได้ตั้งครรภ์เขา และนางได้ปลีกตัวออกไปพร้อมกับบุตรในครรภ์ ยังสถานที่ไกลแห่งหนึ่ง
23ดังนั้น ความเจ็บปวดใกล้คลอดทำให้นางหลบไป (พิง) กับโคนต้นอินทผาลัม นางได้กล่าวว่า "โอ้! หากฉันได้ตายไปเสียก่อนหน้านี้ และฉันเป็นคนที่ถูกลืมเลือนไปก็คงจะดี"
24แล้วเขา (อีซา) ได้เรียกนางจากเบื้องล่างของนางว่า "อย่าเศร้าไปเลย แท้จริงพระผู้อภิบาลของเธอ ทรงทำให้มีลำธารไหลอยู่เบื้องล่างเธอแล้ว"
25และจงเขย่าต้นอินทผลัม ให้มันเอนมาทางตัวเธอ มันจะหล่นลงมาที่ตัวเธอเป็นอินทผลัมที่สุกน่ากิน
26“ดังนั้น จงกินและจงดื่ม และจงทำให้จิตใจสงบเบิกบาน ดังนั้น หากเจ้าเห็นมนุษย์ก็จงกล่าวว่า แท้จริงฉันได้บนไว้ต่อพระเจ้าผู้ทรงเมตตาว่า จะนิ่งเงียบ ดังนั้น ฉันก็จะไม่พูดกับผู้ใดในวันนี้"
27แล้วนางได้พาเขามายังหมู่ญาติของนาง โดยอุ้มเขามา พวกเขากล่าวว่า "โอ้ มัรยัมเอ๋ย! แท้จริงเธอได้นำเรื่องประหลาดมาแล้ว"
28โอ้ น้องหญิงของฮารูน พ่อของเธอมิได้เป็นชายชั่ว และแม่ของเธอก็มิได้เป็นหญิงสำส่อน
29นางชี้ไปทางเขา (อีซา) พวกเขากล่าวว่า "เราจะพูดกับผู้ที่อยู่ในเปลที่เป็นเด็กได้อย่างไร?"
30เขา (อีซา) กล่าวว่า "แท้จริงฉันเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ พระองค์ทรงประทานคัมภีร์แก่ฉัน และทรงทำให้ฉันเป็นนบี"
31"และพระองค์ทรงทำให้ฉันเป็นผู้มีความจำเริญ ไม่ว่าฉันจะอยู่ ณ ที่ใด และทรงบัญชาให้ฉันละหมาด และจ่ายซะกาตตราบเท่าที่ฉันยังมีชีวิตอยู่"
32"และทรงทำให้ฉันเป็นผู้ทำดีต่อมารดาของฉัน และมิได้ทรงทำให้ฉันเป็นผู้ที่หยิ่งผยองและผู้ฝ่าฝืน"
33"และความสันติจงมีแด่ฉัน วันที่ฉันถูกคลอด และวันที่ฉันตาย และวันที่ฉันถูกฟื้นขึ้นให้มีชีวิตใหม่"
34นั่นคืออีซาบุตรของมัรยัม มันเป็นคำบอกเล่าแห่งความจริงที่พวกเขาโต้แย้งกัน
35ไม่เป็นการบังควรสำหรับอัลลอฮ์ ที่พระองค์จะทรงตั้งผู้ใดเป็นพระบุตร มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ เมื่อพระองค์ทรงกำหนดกิจการใด ดังนั้น พระองค์จะตรัสแก่มันว่า "จงเป็น" แล้วมันก็จะเป็นขึ้นมา
36และแท้จริงอัลลอฮ์คือพระผู้อภิบาลของฉันและพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ดังนั้น พวกเจ้าจงเคารพภักดีพระองค์เถิด นี่คือทางอันเที่ยงตรง
37จากนั้น ต่างคณะต่างขัดแย้งกันเอง ด้วยเหตุนั้น ความวิบัติจงประสบแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา เมื่อมีการชุมนุมแห่งวันอันยิ่งใหญ่เถิด
38พวกเขาจะได้ฟังอย่างชัดแจ้งและเห็นอย่างชัดอะไรอย่างนั้น! วันที่พวกเขาจะมาหาเรา แต่วันนี้บรรดาผู้อธรรมอยู่ในการหลงผิดที่ชัดแจ้ง
39และเจ้าจงเตือนสำทับพวกเขาถึงวันแห่งความเสียใจเมื่อกิจการนั้นถูกตัดสิน และพวกเขาอยู่ในความหลงลืม และพวกเขาไม่ศรัทธา
40แท้จริง เราเป็นผู้ครอบครองมรดกแผ่นดินและที่อยู่บนแผ่นดิน และพวกเขาจะถูกนำกลับมายังเรา
41และจงกล่าว (แก่ประชาชาติของเจ้าเถิด โอ้ มุฮัมหมัดถึงเรื่องราวของ) อิบรอฮีมที่อยู่ในคัมภีร์ (อัลกุรอาน) แท้จริงเขาเป็นผู้ซื่อสัตย์ยิ่ง เป็นนบี
42และจงรำลึกถึง ขณะที่เขาได้กล่าวแก่บิดาของเขาว่า "โอ้พ่อจ๋า ทำไมท่านจึงเคารพบูชาสิ่งที่ไม่ได้ยินและไม่เห็น และไม่ให้ประโยชน์อันใดแก่ท่านเลย?"
43"โอ้ พ่อจ๋า แท้จริงความรู้นั้นมายังฉัน ซึ่งไม่เคยมีมายังท่านเลย ดังนั้นจงปฏิบัติตามฉันเถิด ฉันจะนำพาท่านไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง"
44โอ้พ่อจ๋า! จงอย่าเคารพบูชาชัยฏอน แท้จริงชัยฏอนเป็นผู้ฝ่าฝืนต่อพระผู้ทรงเมตตายิ่ง
45"โอ้พ่อจ๋า! แท้จริง ฉันกลัวว่าการลงโทษจากพระผู้ทรงเมตตายิ่งนั้นจะประสบแก่ท่าน แล้วท่านก็จะกลายเป็นสหายของชัยฏอน"
46เขา (บิดา) กล่าวว่า "เจ้ารังเกียจพระเจ้าทั้งหลายของฉันกระนั้นหรือ โอ้อิบรอฮีม?! หากเจ้าไม่หยุดยั้ง (จากการตำหนิ) แน่นอนฉันจะขว้างเจ้า (ด้วยก้อนหิน) และเจ้าจงไปให้พ้นจากฉันตลอดไป"
47เขา (อิบรอฮีม) กล่าวว่า "ขอความศานติจงมีแด่ท่าน ฉันจะขออภัยโทษจากพระผู้อภิบาลของฉันให้แก่ท่าน แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงเอ็นดูฉันเสมอ"
48"และฉันจะปลีกตัวออกจากพวกท่านและสิ่งที่พวกท่านวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮ์ และฉันจะวิงวอนขอพระผู้อภิบาลของฉัน หวังว่าด้วยการวิงวอนขอต่อพระผู้อภิบาลของฉันนั้น จะไม่ทำให้ฉันได้รับความทุกข์"
49ครั้นเมื่อเขาปลีกตัวออกไปจากพวกเขาและสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮ์แล้ว เราได้ประทานให้แก่เขา อิสฮาก และยะอ์กูบ และแต่ละคนเราได้แต่งตั้งให้เป็นนบี
50และเราได้ให้ความเมตตาของเราแก่พวกเขา และเราได้ทำให้พวกเขาได้รับการกล่าวขวัญที่ดี (ในหมู่มวลมนุษย์)
51และจงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัดถึงเรื่องราวของ) มูซาที่อยู่ในคัมภีร์ (อัลกุรอาน) แท้จริงเขาเป็นผู้ได้รับคัดเลือก และเขาเป็นเราะซูล เป็นนบี
52และเราได้ร้องเรียกเขาจากทางด้านขวาของภูเขาฎูร และเราได้ให้เขาเข้ามาใกล้ชิดเพื่อบอกความลับ
53และเราได้ให้ความเมตตาของเราแก่เขาคือ พี่ชายของเขา ฮารูน เป็นนบี
54และจงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัดถึงเรื่องราวของ) อิสมาอีลที่อยู่ในคัมภีร์ (อัลกุรอาน) แท้จริงเขาเป็นผู้ซื่อสัตย์ต่อสัญญา และเขาเป็นเราะซูล เป็นนบี
55และเขาใช้หมู่ญาติของเขาให้ปฏิบัติละหมาดและจ่ายซะกาต และเขาเป็นที่โปรดปราน ณ ที่พระผู้อภิบาลของเขา
56และจงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัดถึงเรื่องราวของ) อิดรีสที่อยู่ในคัมภีร์ (อัลกุรอาน) แท้จริงเขาเป็นผู้ซื่อสัตย์ยิ่ง เป็นนบี
57และเราได้เทิดเกียรติเขาซึ่งตำแหน่งอันสูงส่ง
58ชนเหล่านั้น (บรรดานบีตั้งแต่ซะการิยาจนถึงอิดรีส) คือบรรดาผู้ที่อัลลอฮ์ทรงโปรดปรานพวกเขาให้เป็นนบีที่มีเชื้อสายจากอาดัม และจากเชื้อสายผู้ที่เราได้บรรทุกไว้ในเรือกับนูห์ และจากเชื้อสายของอิบรอฮีม และอิสรออีล (ยะอ์กู๊บ) และจากเชื้อสายผู้ที่เราได้นำทางและเราได้คัดเลือกไว้ เมื่อบรรดาโองการของพระผู้ทรงเมตตายิ่งถูกอ่านแก่พวกเขา พวกเขาจะก้มลงสุญูดและร้องไห้
59ภายหลังจากพวกเขา ชนรุ่นชั่วก็ได้สืบต่อมา พวกเขาได้ทิ้งละหมาดและปฏิบัติตามความใคร่ ต่อมาพวกเขาก็จะประสบความหายนะ
60เว้นแต่ผู้ที่กลับเนื้อกลับตัว ศรัทธา และกระทำความดี ดังนั้น ชนเหล่านั้นจะได้เข้าสวนสวรรค์ และพวกเขาจะไม่ได้รับความอธรรมแต่อย่างใด
61สวนสวรรค์หลากหลายอันสถาพร ซึ่งพระผู้ทรงเมตตายิ่งทรงสัญญาแก่ปวงบ่าวของพระองค์ด้วยความเร้นลับ แท้จริงสัญญาของพระองค์นั้นจะมีมาอย่างแน่นอน
62พวกเขาจะไม่ได้ยินสิ่งไร้สาระในนั้น นอกจากคำทักทายที่เป็นศานติ และสำหรับพวกเขาจะได้รับเครื่องยังชีพของพวกเขาในนั้น ทั้งในยามเช้าและยามเย็น
63นั่นคือสวนสวรรค์ซึ่งเราให้เป็นมรดกแก่ปวงบ่าวของเรา ผู้ที่มีความยำเกรง
64และเรา (ญิบรีล) มิได้ลงมา เว้นแต่ด้วยพระบัญชาของพระผู้อภิบาลของเจ้า สำหรับพระองค์นั้น สิ่งที่อยู่ระหว่างเบื้องหน้าของเราและสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของเรา และสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสอง และพระผู้อภิบาลของเจ้านั้นมิทรงหลงลืมสิ่งใดเลย
65พระผู้อภิบาลแห่งบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสอง ดังนั้นจงเคารพภักดีต่อพระองค์ และจงมุ่งมั่นที่จะอดทนตลอดในการเคารพภักดีพระองค์ เจ้ารู้หรือว่ามีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์
66และมนุษย์จะกล่าวว่า "เมื่อฉันตายไปแล้ว ฉันจะถูกให้ออกมาในสภาพมีชีวิตจริงหรือ?!"
67มนุษย์ไม่คิดบ้างหรือว่า แท้จริงเราได้บังเกิดเขามาแต่กาลก่อน โดยที่เขามิได้เป็นสิ่งใดมาก่อนเลย
68ดังนั้นด้วยพระนามของพระผู้อภิบาลของเจ้า แน่นอนเราจะชุมนุมพวกเขาพร้อมด้วยบรรดาชัยฏอน แล้วเราจะนำพวกเขาให้มาคุกเข่าวนอยู่รอบ ๆ นรก
69แล้วแน่นอนที่สุดเราจะดึงออกจากทุกๆคณะ ใครในหมู่พวกเขาที่ดื้อรั้นที่สุดต่อพระผู้ทรงกรุณาปรานี
70แล้วแน่นอนที่สุด เรารู้ดียิ่งถึงบรรดาผู้ที่เหมาะสมยิ่งที่จะเข้าไปอยู่ในนรก
71และไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเจ้า นอกจากจะเป็นผู้ผ่านเข้าไปในมัน มันเป็นสิ่งที่กำหนดไว้แน่นอนแล้วสำหรับพระผู้อภิบาลของเจ้า
72แล้วเราจะให้บรรดาผู้ยำเกรงรอดพ้น แล้วเราจะปล่อยให้บรรดาผู้อธรรมคุกเข่าอยู่ในนั้น
73และเมื่อโองการทั้งหลายอันแจ่มแจ้งของเรา ถูกอ่านขึ้นแก่พวกเขา บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธากล่าวแก่บรรดาผู้ศรัทธาว่า ฝ่ายใดในสองฝ่ายนี้จะมีฐานะดีกว่า และมีเกียรติทางสังคมมากกว่า
74และกี่มากน้อยแล้วประชาชาติก่อนพวกเขา เราได้ทำลายพวกเขา โดยที่พวกเขามีสิ่งของ เครื่องใช้และรูปร่างลักษณะเลิศกว่า
75จงกล่าวเถิด ผู้ที่อยู่ในความหลงผิดนั้น พระผู้ทรงกรุณาปรานีจะทรงผ่อนผันให้เขาระยะหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อพวกเขาได้เห็นสิ่งที่พวกเขาถูกสัญญาไว้ว่า จะเป็นการลงโทษในโลกนี้หรือจะเป็นการลงโทษในปรโลก แล้วพวกเขาก็จะรู้ว่าใครจะมีฐานะชั่วร้ายกว่าและมีกำลังพลน้อยกว่า
76และอัลลอฮฺจะทรงเพิ่มแนวทางที่ถูกต้องให้แก่ผู้ที่อยู่ในแนวทางนั้น และการงานที่ดีที่ยั่งยืนนั้นดียิ่ง ณ ที่พระเจ้าของเจ้า ในการตอบแทนรางวัล และดียิ่งในการกลับ (ไปสู่พระองค์)
77เจ้าเห็นหรือไม่ว่า ผู้ที่ปฏิเสธโองการทั้งหลายของเรา แล้วเขากล่าวอ้างว่า ฉันจะได้รับทรัพย์สมบัติและลูกหลานนั้น
78เขาล่วงรู้ในสิ่งเร้นลับหรือว่าเขาได้รับคำมั่นสัญญา จากพระผู้ทรงกรุณาปรานี
79เปล่าเลย! เราจะบันทึกสิ่งที่เขากล่าวและเราจะเพิ่มการลงโทษแก่เขาอีกระยะหนึ่ง
80และเราจะรับช่วงจากเขาสิ่งที่เขากล่าวไว้และเขาจะมาหาเราอย่างโดดเดี่ยว
81และพวกเขาได้ยึดเอารูปปั้นต่าง ๆ เป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์ เพื่อที่จะเป็นพลังอำนาจแก่พวกเขา
82เปล่าเลย! รูปปั้นเหล่านั้นจะปฏิเสธการเคารพบูชาของพวกเขา และพวกมันจะเป็นปฏิปักษ์ต่อพวกเขา
83เจ้ามิเห็นดอกหรือว่า แท้จริงเราได้ปล่อยให้ชัยฏอนมีอำนาจเหนือพวกที่ปฏิเสธศรัทธา เพื่อมันจะได้ยุแหย่พวกเขาอย่างจริงจัง
84ดังนั้น เจ้าอย่าได้เร่งร้อนต่อพวกเขา แท้จริงเราได้นับวันที่เหลือสำหรับพวกเขาไว้แล้วด้วยการนับที่แน่นอน
85วันที่เราจะรวมบรรดาผู้ยำเกรง ให้มาชุมนุมต่อหน้าพระผู้ทรงกรุณาปรานีเป็นกลุ่ม ๆ
86และเราจะไล่ต้อนบรรดาผู้มีความผิดไปยังนรกอย่างสัตว์ที่กระหายน้ำเป็นฝูง ๆ
87พวกเขาไม่มีอำนาจในการชะฟาอะฮ์ นอกจากผู้ที่ได้ทำสัญญาไว้กับพระผู้ทรงกรุณาปรานี
88และพวกเขากล่าวว่า "พระผู้ทรงเมตตายิ่งทรงมีพระบุตร"
89แน่นอนที่สุด พวกเจ้าได้นำมาซึ่งสิ่งที่ร้ายแรงยิ่ง
90ชั้นฟ้าทั้งหลายแทบจะพังทลายลงมาและแผ่นดินก็แทบจะถล่มลึกลงไป และขุนเขาทั้งหลายก็แทบจะยุบทลายลงมาเป็นเสี่ยงๆ
91ที่พวกเขาอ้างว่า (อัลลอฮ์) ผู้ทรงเมตตายิ่งนั้นทรงมีพระบุตร
92และไม่เป็นการบังควรแก่พระผู้ทรงเมตตายิ่ง ที่พระองค์จะทรงมีพระบุตรขึ้น
93ไม่มีผู้ใดในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน เว้นแต่เขาจะมายังพระผู้ทรงเมตตายิ่งในฐานะบ่าวเท่านั้น
94โดยแน่นอนที่สุด พระองค์ทรงรอบรู้ถึงพวกเขาและทรงนับพวกเขาอย่างถี่ถ้วนไว้แล้ว
95และพวกเขาทุกคนจะมายังพระองค์ในวันกิยามะฮ์อย่างโดดเดี่ยว
96แท้จริง บรรดาผู้ศรัทธาและประกอบการดีทั้งหลายนั้น พระผู้ทรงเมตตายิ่งจะทรงบ่มความรักให้เกิดขึ้นแก่พวกเขา
97ดังนั้น แท้จริง เราได้ทำให้อัลกุรอานเป็นภาษาที่ง่ายแก่เจ้า เพื่อว่าเจ้าจะได้นำมันไปแจ้งเป็นข่าวดีแก่บรรดาผู้ยำเกรง และเจ้าจะได้นำมันไปตักเตือนหมู่ชนที่เสียงแข็ง (ชอบทะเลาอย่างดื้อรั้น)
98และตั้งกี่ชั่วคนแล้วในอดีต เราได้ทำลายพวกเขา เจ้าได้เห็นผู้ใดในหมู่พวกเขา หรือ ได้ยินเสียงกระซิบของพวกเขาบ้างไหม