الكهف
The Cave • 110 ayahs • Meccan
بِسْمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحْمَٰنِ ٱلرَّحِيمِ
1มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ ผู้ทรงประทานคัมภีร์ (อัลกุรอาน) ลงมาแก่บ่าวของพระองค์ (มุฮัมหมัด) และมิได้ทรงทำให้มันบิดเบี้ยวไปจากความจริง
2(พระองค์ได้ทรงทำให้มันเป็นคัมภีร์ที่) เที่ยงตรง เพื่อเตือนสันทับถึงการลงโทษอันสาหัสจากพระองค์ และเพื่อแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาที่ประกอบความดีทั้งหลายว่า พวกเขาจะได้รับผลตอบแทนที่ดี (คือสวรรค์)
3เป็นผู้พำนักอยู่ในนั้นชั่วกาลนาน
4และเพื่อเตือนสำทับแก่บรรดาผู้ที่กล่าวว่า "อัลลอฮ์ทรงมีพระบุตร"
5พวกเขาไม่มีความรู้ใดๆ ในเรื่องนี้ และบรรพบุรุษของพวกเขาก็เช่นกัน เป็นคำกล่าวที่น่าเกลียดยิ่ง ที่ออกจากปากของพวกเขา โดยที่พวกเขามิได้กล่าวอันใด นอกจากความเท็จ
6ดังนั้น บางทีเจ้าอาจเป็นผู้ทำลายชีวิตของเจ้าเองด้วยความตรอมใจ เนื่องจากพฤติการณ์ของพวกเขา หากพวกเขาไม่ศรัทธาต่ออัลกุรอานนี้
7แท้จริง เราได้ทำให้สิ่งที่อยู่ในแผ่นดินเป็นเครื่องประดับสำหรับมัน เพื่อเราจะได้ทดสอบพวกเขาว่า ผู้ใดในหมู่พวกเขาจะมีการกระทำที่ดีที่สุด
8และแท้จริง แน่นอนเราเป็นผู้ทำให้สิ่งที่อยู่บนพื้นดินเป็นผุยผงแห้งแล้งอย่างแน่นอน
9เจ้าคิดหรือ (โอ้ มูฮัมหมัด) ว่าเรื่องราวของ "ชาวถ้ำ" และ "แผ่นจารึก" นั้นเป็นเพียงสิ่งมหัศจรรย์เพียงหนึ่งเดียวในบรรดาสัญญาณที่พิสูจน์ของเรากระนั้นหรือ?
10(จงรำลึกถึงเหตุการณ์) เมื่อมีเยาวชนกลุ่มหนึ่งเข้าไปในถ้ำแล้วได้กล่าวว่า "โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา! โปรดประทานความเมตตาจากพระองค์แก่เรา และโปรดเตรียมแนวทางที่ถูกต้องให้แก่พวกเราเกี่ยวกับกิจการของพวกเรา"
11ดังนั้น เราจึงได้อุดหูพวกเขา (ให้นอนหลับ) ในถ้ำ เป็นเวลาหลายปี
12ภายหลังจากนั้น เราได้ให้พวกเขาตื่นขึ้น เพื่อเราจะได้รู้ว่าผู้ใดในสองพวกนั้นนับเวลาที่พวกเขาพำนักอยู่ได้ถูกต้องกว่า
13เราจะเล่าเรื่องราวของพวกเขาแก่เจ้าตามความเป็นจริง แท้จริงพวกเขาเป็นชายหนุ่มที่ศรัทธาต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขา และเราได้เพิ่มทางนำให้แก่พวกเขา
14และเราได้ให้ความเข้มแข็งแก่หัวใจของพวกเขาขณะที่พวกเขายืนขึ้นประกาศว่า พระผู้อภิบาลของเราคือพระผู้อภิบาลแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน เราจะไม่วิงวอนต่อพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ เป็นอันขาด โดยแน่นอนยิ่ง เราได้กล่าวแล้ว มิเช่นนั้นแล้ว เราก็กล่าวเกินความจริงอย่างแน่นอน
15กลุ่มชนของเราเหล่านั้นได้ยึดเอาพระเจ้าต่างๆ อื่นจากพระองค์ ทำไมพวกเขาจึงไม่นำหลักฐานอันชัดแจ้งมายืนยันเล่า ดังนั้นจะมีผู้ใดอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่กล่าวเท็จต่ออัลลอฮ์
16และเมื่อพวกเจ้าปลีกตัวออกห่างจากพวกเขาและสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮ์แล้ว ดังนั้นพวกเจ้าก็จงหลบเข้าไปในถ้ำ พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าจะทรงแผ่ความเมตตาของพระองค์แก่พวกเจ้า และพระองค์จะทรงเตรียมไว้สำหรับพวกเจ้าจากกิจการของเจ้าซึ่งอาหาร เครื่องดื่ม และที่พักพิง
17และเจ้าจะเห็นดวงอาทิตย์ เมื่อมันขึ้นมันจะคล้อยจากถ้ำของพวกเขาไปทางขวา และเมื่อมันตกมันจะเบนออกไปทางซ้าย โดยพวกเขาอยู่ในที่โล่งกว้างของมัน นั่นคือส่วนหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของอัลลอฮ์ ผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงนำทางแก่เขา ดังนั้น เขาเป็นอยู่ในทางนำ และผู้ใดที่พระองค์ทรงปล่อยให้ระหน ดังนั้น เขาจะไม่พบมิตรผู้ชี้ทางแก่เขาอย่างสิ้นเชิง
18และเจ้าคิดว่าพวกเขาตื่นทั้งๆ ที่พวกเขาหลับและเราพลิกพวกเขาไปทางขวาและทางซ้ายและสุนัขของพวกเขาเหยียดขาหน้าทั้งสองของมันไปทางปากถ้ำ หากเจ้าจ้องมองพวกเขา แน่นอนเจ้าจะหันหลังเตลิดหนีจากพวกเขา และเจ้าจะเต็มไปด้วยความตกใจเพราะพวกเขา
19และในทำนองนั้นเราได้ให้พวกเขาตื่นขึ้นเพื่อพวกเขาจะถามซึ่งกันและกัน คนหนึ่งในพวกเขากล่าวว่า พวกเจ้าพำนักอยู่นานเท่าใด พวกเขากล่าวว่า เราพักอยู่วันหนึ่งหรือส่วนหนึ่งของวัน พวกเขากล่าวว่า พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าทรงทราบดีว่า พวกเจ้าพำนักอยู่นานเท่าใด ดังนั้นจงส่งคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้าไปในเมือง พร้อมด้วยเงินนี้ของพวกเจ้า เพื่อเลือกดูอาหารที่ดียิ่ง และให้เขาซื้อมาให้แก่พวกเจ้า และให้เขาประพฤติอย่างสุภาพ และอย่าให้ผู้ใดรู้เรื่องของพวกเจ้า
20แท้จริงพวกเขานั้น หากพวกเขารู้เรื่องของพวกเจ้า พวกเขาจะเอาก้อนหินขว้างพวกเจ้าหรือนำพวกเจ้ากลับไปนับถือศาสนาของพวกเขา และเมื่อนั้นพวกเจ้าจะไม่บรรลุความสำเร็จโดยเด็ดขาด
21และในทำนองนั้นเราได้เปิดเผยแก่พวกเขาเพื่อพวกเขาจะได้รู้ว่าสัญญาของอัลลอฮ์นั้นเป็นจริงเสมอ และแท้จริงวันสิ้นโลกนั้นมีจริงไม่มีข้อสงสัยใดๆ เมื่อพวกเขาโต้เถียงกันในหมู่พวกเขาถึงเรื่องของพวกเขา(ชาวถ้ำ) แล้วพวกเขากล่าวว่า "จงสร้างอาคารที่ปากถ้ำให้แก่พวกเขา พระผู้อภิบาลของพวกเขาทรงรู้ดียิ่งในเรื่องของพวกเขา" ฝ่ายผู้มีอำนาจในกิจการพวกเขากล่าวว่า "แน่นอนเราจะสร้างมัสยิดที่ปากถ้ำให้แก่พวกเขา"
22พวกเขาจะกล่าวกันว่า ชาวถ้ำนั้นมีสามคน ที่สี่ก็คือสุนัขของพวกเขา และอีกกลุ่มจะกล่าวว่า มีห้าคน ที่หกก็คือสุนัขของพวกเขา ทั้งนี้เป็นการเดาในสิ่งที่ไม่รู้ และอีกกลุ่มหนึ่งจะกล่าวว่ามีเจ็ดคน และที่แปดก็คือสุนัขของพวกเขา จงกล่าวเถิด พระผู้อภิบาลของฉันทรงรู้ดียิ่งถึงจำนวนของพวกเขา ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องของพวกเขาเว้นแต่ส่วนน้อย ดังนั้น เจ้าอย่าโต้เถียงกันในเรื่องของพวกเขา นอกจากการโต้เถียงที่ประจักษ์แจ้ง และอย่าสอบถามผู้ใดในเรื่องของพวกเขาเลย
23และเจ้าอย่ากล่าวเกี่ยวกับสิ่งใดโดยเด็ดขาดว่า "แท้จริงฉันจะเป็นผู้ทำสิ่งนั้นในวันพรุ่งนี้"
24เว้นแต่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ จงรำลึกถึงพระผู้อภิบาลของเจ้าเมื่อเจ้าลืม และจงกล่าวว่า บางทีพระผู้อภิบาลของฉันจะทรงชี้แนะทางที่ถูกต้องที่ใกล้กว่านี้แก่ฉัน
25และพวกเขาพำนักอยู่ในถ้ำของพวกเขาสามร้อยปี และเพิ่มอีกเก้าปี
26จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) อัลลอฮ์ทรงรู้ดียิ่งว่าพวกเขาพำนักอยู่นานเท่าใด สำหรับพระองค์นั้นทรงรู้สิ่งพ้นญาณวิสัยในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน พระองค์ทรงเห็นชัดและทรงฟังชัดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีผู้คุ้มครองใดสำหรับพวกเขาอื่นจากพระองค์ พระองค์ไม่ทรงรับผู้ใดเข้าร่วมภาคีในการปกครองของพระองค์
27และจงอ่านสิ่งที่ถูกวะฮีย์แก่เจ้า จากคัมภีร์ของพระผู้อภิบาลของเจ้า ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงคำกล่าวของพระองค์ และเจ้าจะไม่พบที่พึ่งใดๆ เลยนอกจากพระองค์เป็นอันขาด
28และจงอดทนต่อตัวของเจ้า(ในการอยู่)ร่วมกับบรรดาผู้วิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขา ทั้งยามเช้าและยามเย็น โดยปรารถนาความโปรดปรานของพระองค์ และอย่าให้สายตาของเจ้าหันเหออกจากพวกเขาเพียงเพื่อหวังความสวยงามแห่งชีวิตของโลกนี้ และเจ้าอย่าเชื่อฟังผู้ที่เราทำให้หัวใจของเขาละเลยจากการรำลึกถึงเรา และปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของเขา และกิจการของเขาพินาศสูญหาย
29และจงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) สัจธรรมนั้นมาจากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ดังนั้น ผู้ใดประสงค์ก็จงศรัทธา และผู้ใดประสงค์ก็จงปฏิเสธ แท้จริง เราได้เตรียมไฟนรกไว้สำหรับบรรดาผู้ที่อธรรมซึ่งกำแพงของมันล้อมรอบพวกเขา และถ้าพวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ ก็จะถูกช่วยเหลือด้วยน้ำเสมือนน้ำทองแดงเดือดลวกใบหน้า มันเป็นน้ำดื่มที่ชั่วช้าและเป็นที่พำนักที่เลวร้าย
30แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบคุณงามความดีทั้งหลายนั้น แท้จริงเราจะไม่ทำให้ผลตอบแทนของผู้กระทำความดีสูญหายอย่างแน่นอน
31ชนเหล่านั้นแหละ สำหรับพวกเขาจะได้รับสรวงสวรรค์ที่หลากหลายเป็นที่พำนัก มีลำน้ำหลายสายไหลผ่าน ณ เบื้องล่างของพวกเขา ในสรวงสวรรค์พวกเขาประดับด้วยกำไลทองคำ และสวมอาภรณ์สีเขียวทำด้วยผ้าไหมละเอียดและผ้าไหมหยาบ นอนเอกเขนกบนเตียงในสวรรค์ เป็นการตอบแทนที่ประเสริฐยิ่งและเป็นที่พำนักที่ดีเยี่ยม
32และจงเปรียบเทียบอุทาหรณ์หนึ่งแก่พวกเขา คือชายสองคน เราได้ให้สวนองุ่นสองแห่งแก่คนหนึ่งในสองคน และเราได้ล้อมสวนทั้งสองไว้ด้วยต้นอินทผลัม และเราได้ทำให้มีพืชพันธุ์ระหว่างสวนทั้งสองด้วย
33แต่ละสวนทั้งสองแห่งนี้ได้ออกผลิตผลของมันอย่างสมบูรณ์ ไม่เคยลดน้อยแต่อย่างใด และเราได้ให้ลำน้ำไหลผ่านระหว่างสวนทั้งสอง
34และเขาได้รับผลิตผล ดังนั้นเขาจึงกล่าวแก่เพื่อน ของเขา ขณะที่กำลังโต้เถียงกันอยู่ว่า ฉันมีทรัพย์สินมากกว่าเจ้า และมีข้าบริพารมากกว่า
35และเขาได้เข้าไปในสวนของเขา (พร้อมกับเพื่อนของเขา) ในขณะที่เขาเป็นผู้ที่อธรรมต่อตัวเอง (เพราะการไม่ศรัทธาของเขา) เขากล่าวว่า:"ฉันไม่คิดว่าสวนนี้จะพินาศไปได้เลย"
36และฉันไม่คิดว่าวันอวสานของโลกจะมีขึ้น และหากว่าฉันจะถูกนำกลับไปยังพระผู้อภิบาลของฉัน แน่นอน ฉันจะต้องได้กลับไปพบกับที่ที่ดียิ่งขึ้นกว่านี้
37เพื่อนของเขากล่าวแก่เขาขณะที่กำลังสนทนากันอยู่ว่า เจ้าจะเนรคุณต่อพระผู้สร้างเจ้าจากดิน แล้วจากเชื้ออสุจิ แล้วพระองค์ทรงทำให้เจ้าเป็นคนโดยสมบูรณ์ กระนั้นหรือ?
38แต่ฉันเชื่อว่าพระองค์คืออัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของฉัน และฉันจะไม่ตั้งผู้ใดร่วมเป็นภาคีกับพระผู้เป็นเจ้าของฉันเด็ดขาด
39และทำไมเมื่อตอนที่เจ้าเข้าไปในสวนของเจ้าไม่พูดว่า "สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ (ย่อมเกิดขึ้น) ไม่มีพลังใดๆ (ที่จะช่วยเราได้) นอกจากที่อัลลอฮ์" หากเจ้าเห็นว่าฉันด้อยกว่าเจ้าทางด้านทรัพย์สมบัติและลูกหลาน?
40ดังนั้น แน่นอนพระผู้อภิบาลของฉันจะประทานให้แก่ฉันซึ่งดีกว่าสวนของเจ้า และจะทรงส่งสายฟ้าฟาดลงที่สวนของเจ้า แล้วมันจะกลายเป็นที่ดินเตียนโล่ง
41หรือน้ำของมันกลายเป็นเหือดแห้ง แล้วเจ้าจะไม่สามารถพบมันได้อย่างสิ้นเชิง
42และผลไม้ของเขาถูกล้อมรอบ (ด้วยความพินาศ) แล้วเขาก็ได้ผลิกฝ่ามือทั้งสองด้วยความเสียใจต่อสิ่งที่เขาได้จับจ่ายไป และมันพังพาบลงมา และเขากล่าวว่า "โอ้ หากฉันไม่เอาผู้ใดมาตั้งภาคีกับพระผู้อภิบาลของฉัน"
43และเขาไม่มีพรรคพวกจะช่วยเขาได้ นอกจากอัลลอฮ์ และเขาก็ไม่สามารถปกป้อง (ตัวเองจากความหายนะนั้นได้)
44(จากสถานการณ์ดังกล่าว) ที่นั่นการปกครองเป็นของพระเจ้าที่แท้จริง และพระองค์ทรงดียิ่งในการตอบแทนและทรงดียิ่งในการตอบแทนบั้นปลาย
45และจงเปรียบอุทาหรณ์การดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้แก่พวกเขา ประหนึ่งน้ำฝนที่เราหลั่งมันลงมาจากฟากฟ้า ดังนั้นพืชผลในแผ่นดินก็จะคลุกเคล้าไปกับน้ำ แล้วมันก็แห้งกรังเป็นเศษเป็นชิ้นซึ่งลมจะพัดมันให้ปลิวว่อน และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง
46ทรัพย์สินและลูกหลานเป็นเครื่องประดับแห่งชีวิตในโลกนี้ และการกระทำที่ชอบธรรมเพื่อประโยชน์ที่ยั่งยืนนั้นดีกว่า ณ พระผู้อภิบาลของเจ้าเพื่อเป็นการตอบแทนและเป็นรากฐานแห่งความหวังที่ดีกว่า
47และ (จงรำลึกถึง) วันที่เราให้เทือกเขาเคลื่อนย้ายไป และเจ้าจะเห็นแผ่นดินราบเรียบ และเราจะชุมนุมพวกเขา ดังนั้น เราจะไม่ให้ผู้ใดออกไปจากพวกเขาเลย
48และพวกเขาจะถูกนำมารวมเป็นแถวต่อหน้าพระผู้อภิบาลของเจ้า (พร้อมกับมีการกล่าวแก่พวกเขาว่า) "ในตอนนี้พวกเจ้าได้มาหาเรา ดั่งที่เราได้บังเกิดพวกเจ้าในครั้งแรก แต่พวกเจ้าอ้างว่าเราไม่ได้กำหนดเวลาสำหรับพวกเจ้า"
49และบันทึกจะถูกวางไว้ ดังนั้น เจ้าจะเห็นบรรดาผู้กระทำผิดทั้งหลายหวั่นกลัวสิ่งที่มีอยู่ในบันทึก และพวกเขาจะกล่าวว่า "โอ้ ความวิบัติของเราเอ๋ย บันทึกอะไรกันนี่ มันมิได้ละเว้นทั้งสิ่งเล็กน้อยและสิ่งใหญ่โต เว้นแต่ได้บันทึกไว้ครบถ้วน และพวกเขาได้พบสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติไว้ปรากฏอยู่ต่อหน้า" และพระผู้อภิบาลของเจ้ามิทรงอธรรมต่อผู้ใดเลย
50และเมื่อเราได้กล่าวแก่มลาอิกะฮ์ว่า "จงสุญูดคารวะต่ออาดัม" พวกเขาก็แสดงคารวะเว้นแต่อิบลีส มันอยู่ในจำพวกญิน ดังนั้น มันจึงฝ่าฝืนคำสั่งของพระผู้อภิบาลของมัน แล้วพวกเจ้าจะยึดเอามันและวงศ์วานของมัน เป็นผู้คุ้มครองอื่นจากข้ากระนั้นหรือ ทั้งๆ ที่พวกมันเป็นศัตรูกับพวกเจ้า มันช่างชั่วช้าแท้ๆ ในการแลกเปลี่ยนสำหรับพวกอธรรม
51ข้ามิได้เอาพวกมันมาเป็นพยาน ในการสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน แม้ในการสร้างตัวพวกมันเอง และข้ามิได้เอาพวกที่ทำให้ผู้อื่นหลงผิดมาให้ความช่วยเหลือ
52และ (จงรำลึกถึง) วันที่พระองค์ตรัสว่าพวกเจ้าจงเรียกคู่ภาคีของข้าที่พวกเจ้าได้อ้างไว้นั้น แล้วพวกเขาก็ร้องเรียกพวกมัน แต่พวกมันไม่ตอบรับพวกเขา และเราได้กำหนดให้มีแหล่งพินาศระหว่างพวกมันเอง
53และบรรดาผู้กระทำผิดมองเห็นไฟนรก พวกเขาก็รู้อย่างมั่นใจว่า แน่นอนพวกเขาจะตกลงไปในนั้น และพวกเขาจะไม่พบทางรอดจากมันไปได้เลย
54และแน่นอนยิ่ง เราได้ชี้แจงไว้ในอัลกุรอานนี้แก่มนุษย์ทุกๆ อุทาหรณ์ และมนุษย์เป็นผู้ที่ถกเถียงกันมากที่สุดในทุกสิ่ง
55และไม่มีสิ่งใดที่ยับยั้งมนุษย์ที่จะศรัทธาเมื่อทางนำได้มายังพวกเขา และจากการขออภัยโทษจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา เว้นแต่การรอคอยการทำลายล้างอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับคนสมัยก่อน หรือการมาถึงของบทลงโทษที่พวกเขาต้องเห็นกับตา
56และเรามิได้ส่งบรรดาเราะซูลมาเพื่ออื่นใดเว้นแต่เป็นผู้แจ้งข่าวดีและเป็นผู้ตักเตือนเท่านั้น และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะโต้แย้งด้วยความเท็จ เพื่อทำลายล้างสัจธรรมด้วยมัน และพวกเขายึดเอาโองการทั้งหลายของข้า และสิ่งที่ถูกตักเตือนเป็นการเยาะเย้ย
57และผู้ใดจะอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่ถูกตักเตือนให้รำลึกด้วยโองการทั้งหลายของพระผู้อภิบาลของเขา แล้วเขาก็ผินหลังให้ แล้วลืมสิ่งที่มือทั้งสองของเขาได้ประกอบไว้ แท้จริงเราได้ทำฝาปิดบนหัวใจของพวกเขา ในการที่พวกเขาจะเข้าใจมัน และในหูของพวกเขานั้นหนวก และถ้าเจ้าเรียกร้องพวกเขาไปสู่ทางนำ พวกเขาก็จะไม่อยู่ในทางนำเลย
58และพระผู้อภิบาลของเจ้าผู้ทรงอภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ หากพระองค์จะทรงเอาโทษพวกเขาตามที่พวกเขาได้ขวนขวายไว้ แน่นอนพระองค์จะทรงเร่งการลงโทษแก่พวกเขา แต่สำหรับพวกเขามีเวลาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ซึ่งพวกเขาจะไม่พบที่พึ่งอื่นใดอย่างสิ้นเชิงนอกจากพระองค์เท่านั้น
59และหมู่บ้านเหล่านั้น เราได้ทำลายพวกเขาเมื่อพวกเขาได้อธรรม และเราได้กำหนดเวลาสำหรับความพินาศของพวกเขาไว้แล้ว
60และ (จงรำลึกถึง) ขณะที่มูซากล่าวแก่คนใช้ของเขา (ยูชะอ์ อิบนุนูน) ว่า "ฉันจะไม่หยุดเดินจนกว่าจะถึงจุดบรรจบของทะเลทั้งสอง หรือ (ไม่เช่นนั้น) ฉันก็จะเดินต่อไปอีกหลายปี"
61ดังนั้นเมื่อพวกเขาสองคนไปถึงจุดบรรจบของทะเลทั้งสอง พวกเขาก็ลืมเรื่องปลาของพวกเขา ดังนั้น ปลาหาทางลงทะเลอย่างว่องไว
62ครั้นเมื่อทั้งสองเดินเลยไป เขาได้กล่าวแก่คนใช้ของเขาว่า "จงนำอาหารกลางวันของเราออกมา แท้จริงเราได้รู้สึกเหนื่อยจากการเดินทางของเราในครั้งนี้"
63เขากล่าวว่า ท่านจำได้ไหมว่า อะไรเกิดขึ้นบ้างตอนที่เราได้ผักผ่อนที่ก้อนหิน? แท้จริงฉันลืมที่จะพูดถึงเรื่องปลาและไม่มีผู้ใดที่ทำให้ฉันลืมกล่าวถึงมันนอกจากชัยฏอน และมันก็หาทางลงทะเลไปอย่างน่าประหลาดมาก
64เขากล่าวว่า "นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องการ ดังนั้น ทั้งสองจึงหวนกลับตามรอยเท้าของเขาทั้งสอง (เพื่อกลับไปที่ก้อนหินก้อนนั้น)"
65แล้วทั้งสองได้พบบ่าวคนหนึ่งจากปวงบ่าวของเราที่เราได้ประทานความเมตตาจากเราให้แก่เขา และเราได้สอนความรู้จากเราให้แก่เขา
66มูซาได้กล่าวแก่เขาว่า "จะให้ฉันติดตามท่านไปด้วยได้ไหม โดยให้ท่านได้สอนฉันจากสิ่งที่ท่านได้เคยเรียนรู้มา ตามแนวทางที่เที่ยงตรง?"
67เขากล่าวว่า "แท้จริง เจ้าไม่สามารถที่จะอดทนอยู่ร่วมกับฉันได้อย่างสิ้นเชิง"
68และเจ้าจะอดทนกับเรื่องที่เจ้าไม่รู้อย่างรอบด้านได้อย่างไร?
69เขากล่าวว่า "หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ท่านจะพบฉันเป็นผู้อดทน และฉันจะไม่ฝ่าฝืนคำสั่งของท่าน"
70เขากล่าวว่า "ดังนั้น หากเจ้าจะติดตามฉันไปก็อย่าได้ถามฉันถึงสิ่งใดๆ จนกว่าฉันจะเล่าเรื่องนั้นแก่เจ้าเอง"
71ดังนั้นทั้งสองจึงออกเดินทาง จนกระทั่งเมื่อทั้งสองลงเรือ เขา (เคาะฎิร) จึงเจาะรูมัน เขา (มูซา) กล่าวว่า "ท่านเจาะรูมันเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในเรือจมน้ำกระนั้นหรือ แท้จริงท่านได้นำมาซึ่งเรื่องร้ายแรงแท้ๆ"
72เขากล่าวว่า "ฉันเคยบอกเจ้าแล้วใช่ไหม? ว่า แท้จริง เจ้าไม่สามารถที่จะอดทนร่วมกับฉันได้อย่างสิ้นเชิง"
73เขา (มูซา) กล่าวว่า "โปรดอย่าโทษฉันเลยกับสิ่งที่ฉันลืมไป และอย่าให้ฉันลำบากใจ (ในการติดตามท่านเลย)"
74จากนั้นเขาทั้งสองจึงออกเดินทางต่อไปจนกระทั่งเมื่อทั้งสองพบเด็กคนหนึ่ง เขา (เคาะฎิร) จึงฆ่าเด็กคนนั้น เขา (มูซา) กล่าวว่า "ท่านฆ่าชีวิตที่บริสุทธิ์โดยมิได้กระทำผิดต่อชีวิตอื่นกระนั้นหรือ โดยแน่นอน ท่านทำสิ่งที่ร้ายแรงยิ่ง"
75เขากล่าวว่า "ฉันไม่ได้บอกเจ้ามาก่อนหรือว่า เจ้าจะไม่มีวันอดทนกับฉันได้?"
76(มูซา) กล่าวว่า "หากฉันถามท่านสิ่งใดหลังจากนี้ ท่านอย่าคบฉันเป็นเพื่อนร่วมทางอีกเลย แน่นอนท่านได้เห็นข้อแก้ตัวของฉันมามากพอแล้ว"
77เขาทั้งสองก็เดินทางต่อไป จนกระทั่งเมื่อไปถึงชาวเมืองหนึ่ง พวกเขาขออาหารจากชาวเมืองนั้น แต่ชาวเมืองก็ปฏิเสธที่จะต้อนรับเขาทั้งสอง แล้วเขาทั้งสองก็พบกำแพงแห่งหนึ่งที่กำลังจะพังทลายลงดังนั้นเขา (อัล-คิฎร์) จึงซ่อมแซมมัน (มูซา) กล่าวว่า "หากท่านต้องการ ท่านก็สามารถรับค่าจ้างสำหรับสิ่งนั้นได้"
78เขากล่าวว่า "นี่คือการแยกกันระหว่างฉันกับเจ้า ฉันจะบอกถึงความหมายที่เจ้าไม่สามารถมีความอดทนในสิ่งนั้นๆ ได้"
79ส่วนเรื่องของเรือนั้น มันเป็นของพวกผู้ขัดสนที่ทำงานอยู่ในทะเล ฉันตั้งใจจะทำให้มันมีตำหนิ เพราะเบื้องหลังพวกเขานั้นมีกษัตริย์องค์หนึ่งคอยยึดเรือดีๆ ทุกลำโดยใช้อำนาจ
80และส่วนเรื่องของเด็กนั้นก็คือ พ่อแม่ของเขาเป็นผู้ศรัทธา เรากลัวว่า เขาจะเคี่ยวเข็ญให้ทั้งสองตกอยู่ในการละเมิดและปฏิเสธศรัทธา
81ดังนั้นเราปรารถนา (ฆ่าเขาโดยหวัง) ว่าพระผู้เป็นเจ้าของทั้งสองจะทรงเปลี่ยนลูกที่ดีกว่าให้แก่ทั้งสอง มีความบริสุทธิ์กว่าและใกล้ชิดต่อความเมตตา (แก่ทั้งสอง)
82และส่วนเรื่องของกำแพงนั้น มันเป็นของเด็กผู้ชายกำพร้าสองคนที่อยู่ในเมือง และใต้กำแพงนั้นมีขุมทรัพย์ของเขาทั้งสอง และพ่อของเด็กทั้งสองก็เป็นคนดี ดังนั้น พระผู้อภิบาลของเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้เด็กทั้งสองบรรลุสู่ความเป็นผู้ใหญ่ และจะให้เด็กทั้งสองเอาขุมทรัพย์ของทั้งสองออกมาเอง เป็นความเมตตาจากพระผู้อภิบาลของเจ้า และฉันมิได้ทำสิ่งนั้นตามความพอใจของฉัน นั่นคือความหมายที่เจ้าไม่สามารถมีความอดทนในสิ่งนั้นๆ ได้ ทั้งที่มันเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นเอง
83และพวกเขาถามเจ้าเกี่ยวกับซุลก็อรนัยน์ จงกล่าวเถิดว่า “ฉันจะเล่าข้อเตือนใจเรื่องนี้แก่พวกเจ้า”
84แท้จริงเราได้ให้อำนาจแก่เขาในแผ่นดิน และเราได้ประทานปัจจัยทุกอย่างแก่เขา
85ดังนั้น เขาจึงมุ่งไปทางหนึ่ง (ทางตะวันตก)
86จนกระทั่งเมื่อเขาไปถึงดินแดนที่ดวงอาทิตย์ตก เขาพบมันตกลงในน้ำขุ่นดำ และพบชนหมู่หนึ่ง ณ ที่นั้น เรากล่าวว่า (อัลลอฮ์ทรงดลใจเขา) โอ้ ซุลก็อรนัยน์ เจ้าจงลงโทษพวกเขาหรือทำคุณแก่หมู่พวกเขา
87เขากล่าวว่า ส่วนผู้ที่อธรรมนั้นเราจะลงโทษเขา แล้วเขาจะถูกนำกลับไปยังพระผู้อภิบาลของเขา ดังนั้นพระองค์จะทรงลงโทษเขาซึ่งการลงโทษอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
88และส่วนผู้ศรัทธาและประกอบคุณงามความดีนั้น สำหรับเขาคือการตอบแทนที่ดี และเราจะพูดกับเขาในกิจการงานของเราอย่างง่ายๆ
89แล้วเขาได้มุ่งไปอีกทางหนึ่ง (ทางตะวันออก)
90จนกระทั่งเมื่อเขาไปถึงดินแดนที่ตะวันขึ้น เขาพบมันขึ้นเหนือกลุ่มชนหนึ่ง เรามิได้ทำที่กำบังแดดให้แก่พวกเขา
91ในทำนองนั้นแหละ และแน่นอน เราทราบดีถึงรายละเอียดในสิ่งที่เขา (ซุลก็อรนัยน์) มี
92แล้วเขาได้มุ่งไปอีกทางหนึ่ง (ไปทางเหนือ)
93จนกระทั่งเมื่อเขาไปถึงบริเวณระหว่างภูผาทั้งสอง เขาได้พบชนกลุ่มหนึ่งที่เชิงภูผาทั้งสองนั้น ซึ่งพวกเขาเกือบจะไม่เข้าใจคำพูดใดเลย
94พวกเขากล่าวว่า "โอ้ซุลก็อรนัยน์ แท้จริงยะอ์ญูจและมะอ์ญูจนั้นเป็นผู้บ่อนทำลายในแผ่นดินนี้ ดังนั้น เราขอมอบบรรณาการแก่ท่าน เพื่อท่านจะได้สร้างกำแพงกั้นระหว่างพวกเรากับพวกเขา"
95เขากล่าวว่า "สิ่งที่พระผู้อภภิบาลของฉันได้ให้อำนาจแก่ฉันดียิ่งกว่า ดังนั้นพวกเจ้าจงช่วยฉันด้วยกำลัง ฉันจะสร้างกำแพงแน่นหนากั้นระหว่างพวกเจ้ากับพวกเขา"
96พวกเจ้าจงเอาเหล็กท่อนโตๆ มาให้ฉัน จนกระทั่งเมื่อเขาทำให้บริเวณภูผาทั้งสองราบเรียบ เขาก็กล่าวว่า "จงเป่ามันด้วยเครื่องเป่าลม" จนกระทั่งเมื่อเขาทำให้มันร้อนเป็นไฟ เขากล่าวว่า "ปล่อยให้ฉันเททองแดงหลอมลงไปบนมัน"
97ดังนั้น พวกเขา (ยะอ์ญูจและมะอ์ญูจ) ไม่สามารถจะข้ามมันได้ และไม่สามารถจะขุดโพรงผ่านมันได้
98เขากล่าวว่า "นี่คือความเมตตาจากพระผู้อภิบาลของฉัน ดังนั้น เมื่อสัญญาของพระผู้อภิบาลของฉันมาถึง พระองค์จะทรงทำให้มันพังทลาย และสัญญาของพระผู้อภิบาลของฉันนั้นเป็นจริงเสมอ"
99และวันนั้นเราได้ปล่อยให้บางส่วนของพวกเขาปะทะกับอีกบางส่วน และสังข์จะถูกเป่าขึ้น แล้วเราจะรวมพวกเขาทั้งหมด
100และวันนั้นเราจะนำนรกญะฮันนัม มาเปิดเผยแก่พวกปฏิเสธศรัทธา
101บรรดาผู้ที่ตาของเขาถูกบดบังจากการรำลึกถึงข้า และพวกเขาจะเป็นผู้ที่ไม่สามารถได้ยิน
102บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาคิดกระนั้นหรือว่า พวกเขาจะยึดเอาปวงบ่าวของข้า อื่นจากข้า เป็นผู้คุ้มครองได้ แท้จริง เราได้เตรียมนรกญะฮันนัมไว้เป็นที่พำนักสำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาแล้ว
103จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) "จะให้เราแจ้งแก่พวกเจ้าไหม ถึงบรรดาผู้ที่ขาดทุนยิ่งในการงาน"
104คือบรรดาผู้ที่การขวนขวายของพวกเขาสูญสิ้นไป ในการมีชีวิตในโลกนี้ และพวกเขาคิดว่า แท้จริงพวกเขาประกอบการดีแล้ว
105เขาเหล่านั้นคือบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อโองการทั้งหลายของพระผู้อภิบาลของพวกเขา และการพบพระองค์ ดังนั้นการงานของพวกเขาจึงไร้ผล และในวันกิยามะฮ์เราจะไม่ให้มันมีค่าแก่พวกเขาเลย
106นั่นแหละการตอบแทนของพวกเขาคือนรกญะฮันนัม เนื่องจากพวกเขาปฏิเสธศรัทธา และพวกเขายึดเอาโองการทั้งหลายของข้า และบรรดาเราะซูลของข้า เป็นที่เยาะเย้ย
107แท้จริง บรรดาผู้ศรัทธาและประกอบการดี สำหรับพวกเขานั้น คือสวนสวรรค์ชั้นฟิรเดาซ์ เป็นที่พำนัก
108พวกเขาพำนักอย่างถาวรอยู่ในนั้น พวกเขาไม่ประสงค์จะเปลี่ยนที่จากมัน
109จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) "หากว่าทะเลเป็นน้ำหมึกสำหรับบันทึกพจนารถของพระผู้อภิบาลของฉัน แน่นอน ทะเลจะเหือดแห้งก่อนที่คำกล่าวของพระผู้อภิบาลของฉันหมดสิ้นไป และแม้ว่าเราจะนำมันเยี่ยงนั้นมาเป็นน้ำหมึกอีกก็ตาม"
110จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) "แท้จริง ฉันเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่งเยี่ยงพวกเจ้า มีวะฮ์ยูแก่ฉันว่า แท้จริง พระเจ้าของพวกเจ้านั้นคือพระเจ้าองค์เดียว" ดังนั้น ผู้ใดหวังที่จะพบพระผู้อภิบาลของเขา ก็ให้เขาประกอบการงานที่ดี และอย่าตั้งผู้ใดเป็นภาคีในการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาเลย