التوبة
The Repentance • 129 ayahs • Medinan
1(นี่คือข้อประกาศ) การปฎิเสธข้อผูกพันใดๆ จากอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ แด่บรรดาผู้ที่พวกเจ้าได้ทำสัญญาไว้ในหมู่ผู้ตั้งภาคี
2ดังนั้นพวกเจ้า (โอ้ ผู้ตั้งภาคีทั้งหลาย) จงเคลื่อนไหวบนพื้นแผ่นดิน (อย่างอิสระ) เป็นเวลาสี่เดือน และพึงรู้เถิดว่า พวกเจ้าไม่สามารถทำให้อัลลอฮ์ล้มเหลว (ในการลงโทษพวกเจ้าได้) และอัลลอฮ์จะทรงทำให้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลายนั้นอัปยศ (ด้วยความหายนะในโลกนี้และความทรมานในปรโลก)
3และเป็นประกาศจากอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ แด่ประชาชนทั้งหลายในวันฮัจญ์อันใหญ่ยิ่ง ว่าแท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงปฎิเสธข้อผูกพันจากพวกผู้ตังภาคีทั้งหลาย และเราะซูลของพระองค์ก็ปฎิเสธเช่นกัน ดังนั้น หากพวกเจ้ากลับตัว มันก็เป็นสิ่งดีแก่พวกเจ้า และหากพวกเจ้าหนีห่างออกไป ก็พึงรู้เถิดว่า แท้จริงพวกเจ้านั้นมิใช่ผู้ที่จะทำให้อัลลอฮ์หมดความสามารถได้ และจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นเถิด ด้วยการลงโทษอันเจ็บแสบ
4นอกจากบรรดาผู้ตั้งภาคีที่พวกเจ้าได้ทำสัญญาไว้ จากนั้นแล้วพวกเขาก็มิได้ผิดสัญญาแก่พวกเจ้าแต่อย่างใด และมิได้สนับสนุนผู้ใดต่อต้านพวกเจ้า ดังนั้น จงปฎิบัติต่อพวกเขาตามสัญญาของพวกเขาอย่างครบสมบูรณ์ จนถึงกำหนดเวลาของพวกเขาเถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้น ทรงชอบบรรดาผู้ที่ยำเกรง
5ดังนั้น เมื่อสี่เดือนที่ต้องห้ามนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว ก็จงฆ่าพวกตั้งภาคีเหล่านั้น ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าพบพวกเขา และจงจับพวกเขา (เป็นเชลย) และจงล้อมพวกเขา และจงสอดแนมพวกเขาในทุกแห่ง แต่หากพวกเขาสำนึกผิดกลับตัว (จากการปฏิเสธศรัทธา) และดำรงละหมาด และจ่ายซะกาต ก็จงปล่อยพวกเขาไป แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
6และถ้าผู้ใดในหมู่ผู้ตั้งภาคีได้ขอให้เจ้าคุ้มครอง ก็จงคุ้มครองเขาเถิด จนกว่าเขาจะได้ยินดำรัสของอัลลอฮ์ แล้วจงส่งเขายังที่ปลอดภัยของเขา นั่นก็เพราะว่าพวกเขาเป็นกลุ่มชนที่ไม่รู้
7จะเป็นไปได้อย่างไรแก่บรรดาผู้ตั้งภาคีที่จะมีสัญญาใดๆ ณ ที่อัลลอฮ์ และเราะซูลของพระองค์ นอกจากบรรดาผู้ที่พวกเจ้าได้ทำสัญญาไว้ ณ ที่มัสยิดอัลฮะรอมเท่านั้น ดังนั้นตราบใดที่พวกเขาเที่ยงธรรมต่อพวกเจ้า ก็จงเที่ยงธรรมต่อพวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงชอบบรรดาผู้มีความยำเกรง
8(จะมีสนธิสัญญา) ได้อย่างไร? หากพวกเขา (บรรดาผู้ตั้งภาคี) มีอำนาจเหนือพวกเจ้า พวกเขาจะไม่เคารพความสัมพันธ์ใดๆ กับพวกเจ้า ไม่ว่าจะเกี่ยวกับอัลลอฮ์หรือเครือญาติ หรือสนธิสัญญา? พวกเขาทำให้เจ้าพอใจด้วยลมปากของพวกเขา ในขณะที่หัวใจของพวกเขาปฏิเสธ และพวกเขาส่วนใหญ่จะเป็นผู้ละเมิด (ในพันธสัญญา)
9พวกเขาได้แลกเปลี่ยนระหว่างบรรดาโองการของอัลลอฮ์กับสิ่งอันเล็กน้อย (ในโลกดุนยา) แล้วก็ขัดขวาง (ผู้คน) จากหนทาง (ศาสนาอันเที่ยงธรรม) ของอัลลอฮ์ แท้จริงพวกเขาได้ทำสิ่งที่ชั่วช้า
10พวกเขาจะไม่เคารพความสัมพันธ์ใดๆ กับผู้ศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นเครือญาติ หรือสนธิสัญญา และพวกเขาคือกลุ่มชนผู้ฝ่าฝืน
11แล้วหากพวกเขากลับตัว และดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และจ่ายซะกาต ดังนั้น พวกเขาก็เป็นพี่น้องของพวกเจ้าในศาสนา และเราจะแจกแจงบรรดาโองการไว้แก่กลุ่มชนผู้รู้
12และหากพวกเขาทำลายคำมั่นสัญญาของพวกเขาหลังจากที่พวกเขาได้ทำไว้ (กับพวกเจ้า) และแสดงการดูหมิ่นต่อศาสนาของพวกเจ้า ก็จงต่อสู้กับบรรดาผู้นำแห่งการปฏิเสธศรัทธา แท้จริงไม่มีคำมั่นสัญญาใด ๆ สำหรับพวกเขา จนกว่าพวกเขาจะยุติ (จากการปฏิเสธศรัทธาและเป็นปฏิปักษ์ต่ออิสลาม)
13พวกเจ้าจะไม่ต่อสู้กับบรรดาผู้ที่ทำลายคำมั่นสัญญาของพวกเขา และได้มุ่งมั่นในการขับไล่เราะซูล (ออกจากมักกะฮ์) และพวกเขาเป็นผู้ที่เริ่มทำสงครามกับพวกเจ้าก่อนเป็นครั้งแรก พวกเจ้ากลัวพวกเขากระนั้นหรือ?! อัลลอฮ์คือผู้ที่ควรที่สุดที่พวกเจ้าจะกลัว หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง
14พวกเจ้าจงต่อสู้กับพวกเขา แล้วอัลลอฮ์จะทรงลงโทษพวกเขาด้วยมือของพวกเจ้า และจะทรงทำให้พวกเขาอับอาย และจะทรงช่วยเหลือพวกเจ้าให้ได้รับชัยชนะเหนือพวกเขา และจะทรงบำบัดหัวอกของผู้ศรัทธาทั้งหลาย
15และพระองค์จะทรงขจัดความโกรธแค้นในจิตใจของพวกเขา (บรรดาผู้ศรัทธา) และอัลลอฮ์จะทรงยอมรับการเตาบะฮ์ (การกลับใจ) ของผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ
16หรือพวกเจ้า (โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลาย) คิดว่าพวกเจ้าจะถูกปล่อยทิ้งไว้ (โดยไม่ได้รับการทดสอบใดๆ) ทั้งที่อัลลอฮ์ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าใครในหมู่พวกเจ้าได้ต่อสู้ (ในหนทางของพระองค์) และไม่ยึดสิ่งอื่นใดนอกจากพระองค์ เราะซูลของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธา เป็นผู้ไกล้ชิดกระนั้นหรือ? และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ
17ไม่บังควรสำหรับบรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งหลายที่จะมาพัฒนาบรรดามัสยิดของอัลลอฮ์ ในขณะที่พวกเขายืนยันแก่ตัวของพวกเขาเองด้วยการปฏิเสธศรัทธา ชนเหล่านั้นแหละที่การปฏิบัติต่างๆ ของพวกเขาจะไร้ผล และพวกเขาจะพำนักอยู่ในนรกตลอดกาล
18แท้จริงที่จะพัฒนาบรรดามัสยิดของอัลลอฮ์นั้น คือผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และวันปรโลก และได้ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และจ่ายซะกาต และเขาไม่กลัวผู้ใดเว้นแต่อัลลอฮ์เท่านั้น ดังนั้น แน่นอน ชนเหล่านี้แหละจะเป็นผู้อยู่ในกลุ่มชนผู้ได้รับทางนำ
19พวกเจ้าจะถือการให้น้ำดื่มแก่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ และการพัฒนามัสยิดอัลหะรอมนั้น เสมือนผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และวันปรโลก และต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์กระนั้นหรือ? เขาเหล่านั้นย่อมไม่เท่าเทียมกัน ณ ที่อัลลอฮ์ และอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนผู้อธรรม
20บรรดาผู้ที่ศรัทธา และอพยพ และต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์ ด้วยทรัพย์สมบัติของพวกเขา และชีวิตของพวกเขานั้น ย่อมเป็นผู้ที่มีระดับที่ยิ่งใหญ่ ณ ที่อัลลอฮ์ และชนเหล่านี้ คือกลุ่มชนที่ได้รับชัยชนะ
21พระผู้อภิบาลของพวกเขาจะทรงแจ้งข่าวดีแก่พวกเขาถึงความเมตตาจากพระองค์ และความพอพระทัย (ของพระองค์ที่มีต่อพวกเขา) และบรรดาสวนสวรรค์ พวกเขาจะได้รับความสุขอันเป็นนิรันดร์ในสวนสวรรค์นั้น
22พวกเขาจะพำนักอยู่ในสวนสวรรค์เหล่านั้นตลอดกาล แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเตรียมการตอบแทนอันยิ่งใหญ่ไว้ ณ ที่พระองค์
23โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าเอาเหล่าบิดาของพวกเจ้าและเหล่าพี่น้องของพวกเจ้าเป็นมิตร หากพวกเขาเลือกที่จะปฏิเสธศรัทธามากกว่าการศรัทธา และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าที่เอาพวกเขาเป็นมิตร ดังนั้น ชนเหล่านั้นคือกลุ่มชนผู้อธรรมอย่างแท้จริง
24จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "หากบรรดาบิดาของพวกเจ้า และบรรดาลูกๆ ของพวกเจ้า และบรรดาพี่น้องของพวกเจ้า และบรรดาคู่ครองของพวกเจ้า และบรรดาญาติของพวกเจ้า และบรรดาทรัพย์สมบัติที่พวกเจ้าแสวงหาไว้ และสินค้าที่พวกเจ้ากลัวว่าจะจำหน่ายมันไม่ออก และบรรดาที่อยู่อาศัยที่พวกเจ้าพึงพอใจมันนั้น เป็นที่รักแก่พวกเจ้ายิ่งกว่าอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ และการต่อสู้ในทางของพระองค์แล้ว ดังนั้น พวกเจ้าจงรอเถิด จนกว่าอัลลอฮ์จะทรงนำการตัดสินของพระองค์ (มาพวกเจ้า) และอัลลอฮ์จะไม่ทรงนำทางแก่กลุ่มชนที่ละเมิด"
25แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงช่วยเหลือพวกเจ้าแล้วในสนามรบอันมากมาย และในวันแห่งสงครามฮุนัยน์ด้วย ขณะที่การมีจำนวนมากของพวกเจ้าทำให้พวกเจ้าพึงพอใจ แล้วมันก็มิได้อำนวยประโยชน์แก่พวกเจ้าแต่อย่างใด และแผ่นดินที่กว้างขวางกลับคับแคบแก่พวกเจ้า หลังจากนั้น พวกเจ้าก็หนีห่างออกไป
26ภายหลังจากนั้น อัลลอฮ์ก็ได้ทรงประทานลงมาซึ่งความสงบแก่เราะซูลของพระองค์ และแก่บรรดาผู้ศรัทธาเหล่านั้น และได้ทรงให้ไพร่พลลงมา ซึ่งพวกเจ้าไม่เห็นพวกเขา และได้ทรงลงโทษบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้น และนั่นคือผลตอบแทนแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา
27ต่อจากนั้นพระองค์ก็ทรงอภัยโทษแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
28บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย แท้จริงบรรดาผู้ตั้งภาคีนั้นโสมม ดังนั้นพวกเขาจงอย่าเข้าใกล้มัสยิดอัลฮะรอม หลังจากปีของพวกเขานี้ และหากพวกเจ้ากลัวความยากจน อัลลอฮ์ก็จะทรงให้พวกเจ้ามั่งมี จากความโปรดปรานของพระองค์ หากพระองค์ทรงประสงค์แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ
29พวกเจ้าจงต่อสู้กับบรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และต่อวันปรโลก และไม่งดเว้นสิ่งที่อัลลอฮ์และเราะซูลห้ามไว้ และไม่ปฏิบัติตามศาสนาที่แท้จริง จากบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ (ชาวยิวและชาวคริสต์) จนกว่าพวกเขาจะจ่าย อัล-ญิซยะฮ์ จากมือของพวกเขาเอง ในสภาพที่พวกเขาเป็นผู้ที่ต่ำต้อย
30และชาวยิวได้กล่าวว่า "อุซัยร์ เป็นบุตรของอัลลอฮ์" และชาวคริสต์ได้กล่าวว่า "อัล-มะซีห์ เป็นบุตรของอัลลอฮ์" นั่นคือถ้อยคำที่พวกเขากล่าวขึ้นด้วยปากของพวกเขาเอง เป็นการเลียนคำกล่าวที่ตรงกับคำกล่าวของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในอดีต ขออัลลอฮ์ทำลายพวกเขา พวกเขาถูกหันเหจากความจริงไปได้อย่างไร?
31พวกเขาได้ยึดเอาบรรดาแรบไบ (นักปราชญ์) ของพวกเขา และบรรดาบาทหลวงของพวกเขาเป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์ และยึดเอาอัล-มะซีห์บุตรของมัรยัมเป็นพระเจ้าด้วย ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ได้ถูกใช้ เว้นแต่ให้เคารพสักการะพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรได้รับการเคารพสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์จากทุกสิ่งที่พวกเขาได้ตั้งภาคี
32พวกเขาต้องการดับรัศมีของอัลลอฮ์ (ศาสนาอิสลาม) ด้วยปากของพวกเขา แต่อัลลอฮ์ไม่ทรงยินยอม นอกจากจะทรงให้รัสมีของพระองค์นั้นสมบูรณ์แบบ แม้ว่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะไม่ชอบก็ตาม
33พระองค์คือผู้ที่ได้ส่งเราะซูล (มุฮัมหมัด) พร้อมด้วยทางนำ (อัลกุรอาน) และศาสนาที่แท้จริง เพื่อพระองค์จะทรงให้ศาสนาของพระองค์เป็นที่ประจักษ์เหนือศาสนาใดๆ แม้ว่าบรรดาผู้ตั้งภาคีจะเกลียดก็ตาม
34โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย แท้จริงแล้วบรรดาแรบไบ และบาทหลวง จำนวนมาก ได้กินทรัพย์สินของผู้คนในทางที่มิชอบ และพวกเขาก็ขัดขวาง (ผู้คน) จากวิถีทางของอัลลอฮ์ (ศาสนาอิสลาม) และบรรดาผู้ที่สะสมทองและเงินโดยมิได้บริจาคในทางของอัลลอฮ์ ดังนั้น จงแจ้งข่าวให้พวกเขา ถึงการลงโทษอันแสนเจ็บปวด
35วันที่ (ทองคำ เงิน และทรัพย์สิน) จะถูกเผาในไฟแห่งนรกญะฮันนัม จากนั้นหน้าผากของพวกเขา และสีข้างของพวกเขา และหลังของพวกเขาจะถูกนาบด้วยมัน (โดยมีการกล่าวแก่พวกเขาว่า) "นี้แหละคือสิ่งที่พวกเจ้าได้สะสมไว้เพื่อตัวของพวกเจ้าเอง ดังนั้นจงลิ้มรส (แห่งการลงโทษ) จากสิ่งที่พวกเจ้าสะสมไว้เถิด
36แท้จริงจำนวนเดือน ณ อัลลอฮ์นั้นมีสิบสองเดือนในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ตั้งแต่วันที่พระองค์ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน จากเดือนเหล่านั้นมีสี่เดือน ซึ่งเป็นเดือนที่ต้องห้ามนั่นคือบัญญัติอันเที่ยงธรรม ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าอธรรมแก่ตัวของพวกเจ้าเองในเดือนเหล่านั้น และจงต่อสู้กับบรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งหมด เช่นเดียวกับที่พวกเขาทำการต่อสู้กับพวกเจ้าทั้งหมด และพึงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่ยำเกรง
37แท้จริงการเลื่อนเดือนที่ต้องห้ามให้ล่าช้าไปนั้น เป็นการเพิ่มในการปฏิเสธศรัทธายิ่งขึ้น โดยที่ผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นถูกหลอกลวงให้หลงผิดด้วยการเลื่อนนั้น พวกเขาทำมันเป็นที่อนุมัติปีหนึ่ง และทำมันเป็นที่ต้องห้ามปีหนึ่ง เพื่อจะให้พ้องกับจํานวนเดือนที่อัลลอฮ์ได้ทรงห้ามไว้ เพื่อพวกเขาจะได้ยกเลิกสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงห้ามไว้ ความชั่วแห่งบรรดาการงานของพวกเขาได้ถูกประดับให้พวกเขาเห็นดีเห็นงาม และอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงนำทางแก่กลุ่มชนผู้ปฏิเสธศรัทธา
38โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย มีอะไรเกิดขึ้นแก่พวกเจ้ากระนั้นหรือ เมื่อได้ถูกกล่าวแก่พวกเจ้าว่า "จงออกไปต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์เถิด" พวกเจ้าก็จะยึดติดกับแผ่นดินอย่างหนัก พวกเจ้าพอใจกับชีวิตในโลกนี้มากกว่าปรโลกกระนั้นหรือ? แต่ความสุขความสำราญแห่งโลกนี้เมื่อเทียบกับปรโลกแล้ว มันไม่มีอะไรเลยนอกจากเป็นความสุข เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
39ถ้าหากพวกเจ้าไม่ออกไป พระองค์ก็จะทรงลงโทษพวกเจ้าอย่างเจ็บปวด และจะทรงให้พวกหนึ่งอื่นจากพวกเจ้ามาแทน และพวกเจ้าไม่สามารถสร้างความเดือดร้อนแก่พระองค์ได้แม้แต่น้อย และอัลลอฮ์นั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง
40หากพวกเจ้าไม่ช่วยเหลือเขา (มุฮัมหมัด) แท้จริงอัลลอฮ์ทรงช่วยเหลือเขาแล้ว นั่นคือเมื่อครั้นที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้ขับไล่เขาออก (จากมักกะฮ์) ในขณะที่เขาเป็นหนึ่งในสองคน ในขณะที่พวกเขากำลังหลบภัยอยู่ในถ้ำ เขาได้กล่าวแก่สหายของเขาว่า "อย่าเศร้าเลย แท้จริงอัลลอฮ์ทรงอยู่กับเรา" ดังนั้น อัลลอฮ์จึงประทานความสงบลงมาแก่เขา และทรงสนับสนุนเขาด้วยกองทัพ (แห่งบรรดามลาอิกะฮ์) ซึ่งพวกเจ้าไม่เห็นพวกเขา และอัลลอฮ์ทรงทำให้ถ้อยคำของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาให้ตกต่ำที่สุด และพระวจนะของอัลลอฮ์นั้นสูงส่งยิ่ง และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ
41(โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลาย) พวกเจ้าจงออกไปไม่ว่าจะในสภาพที่คล่องแคล่วว่องไว หรือสภาพที่เชื่องช้า และจงเสียสละในหนทางของอัลลอฮ์ด้วยทรัพย์สมบัติของพวกเจ้า และชีวิตของพวกเจ้า นั่นเป็นการดีที่สุดสำหรับพวกเจ้า หากพวกเจ้ารู้
42หากเป็นผลประโยชน์อันใกล้และเป็นการเดินทางที่ง่ายดาย แน่นอนว่าพวกเขาจะปฏิบัติตามเจ้าไปแล้ว แต่ความยากลำบากของเส้นทางนั้นช่างห่างไกลสำหรับพวกเขา และพวกเขาจะสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า “หากพวกเราสามารถทำได้ พวกเราก็จะออกเดินทางไปพร้อมกับพวกเจ้าอย่างแน่นอน” พวกเขากำลังทำลายชีวิตพวกเขาเอง (ด้วยคำสาบานเท็จนั้น) และอัลลอฮ์ทรงรู้ดีว่าพวกเขาเป็นคนโกหก
43อัลลอฮ์ทรงอภัยโทษให้แก่เจ้าแล้ว (โอ้ มุฮัมหมัด) แต่เหตุใดเจ้าจึงอนุญาตให้พวกเขา (บรรดามุนาฟิกีนได้รับการละเว้นจากการญิฮาด)? (เจ้าไม่ควรอนุญาต) จนกว่าเจ้าจะรู้อย่างชัดเจนว่าใครคือคนพูดจริง และเจ้ารู้ว่าใครคือคนโกหก
44บรรดาผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลกนั้น จะไม่ขออนุญาตต่อเจ้าให้ได้รับการยกเว้นจากการญิฮาด (การต่อสู้) ด้วยทรัพย์สินของพวกเขา และชีวิตของพวกเขา และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้บรรดาผู้ที่ยำเกรงทั้งหลาย
45แท้จริงบรรดาผู้ที่จะขออนุญาตจากเจ้านั้น คือบรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก และหัวใจของพวกเขาสงสัย (เกี่ยวกับศาสนาของอัลลอฮ์) ดังนั้นพวกเขาจึงสับสนอยู่เสมอในความสงสัยของพวกเขา
46และหากพวกเขาต้องการออกศึก (พร้อมกับเจ้า) แน่นอนพวกเขาก็จะต้องเตรียมการไว้ แต่อัลลอฮ์ทรงรังเกียจการออกศึกของพวกเขา ดังนั้น พระองค์จึงทรงกีดกันพวกเขาไว้ และมีการกล่าวว่า (แก่พวกเขา) ว่า “จงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่นั่งทั้งหลาย”
47หากพวกเขาออกไปพร้อมกับพวกเจ้า พวกเขาก็จะไม่เพิ่มสิ่งใด ๆ แก่พวกเจ้า นอกจากความปั่นป่วนเท่านั้น และพวกเขาก็จะก่อกวนในหมู่พวกเจ้าอย่างแน่นอน เพื่อก่อให้เกิดฟิตนะฮ์ (คือความวุ่นวายและการแตกแยก) ในหมู่พวกเจ้า และในหมู่พวกเจ้าก็มีคนที่ชอบฟังคำยุยงของพวกเขา และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้บรรดาผู้อธรรมทั้งหลาย
48แน่นอนพวกเขาต้องการให้เกิดฟิตนะฮ์มาก่อนแล้ว และได้ก่อความวุ่นวายให้แก่เจ้า (โอ้ มุฮัมหมัด) จนกระทั่งความจริง (ชัยชนะ) ได้มาถึง และพระบัญชาของอัลลอฮ์ (ศาสนาของพระองค์) ได้รับการยอมรับเป็นที่ประจักษ์ ในขณะที่พวกเขาเป็นผู้ที่เกลียดชังมัน
49และในหมู่พวกเขา (มุนาฟิกีน) มีผู้ที่กล่าวว่า: "จงอนุญาตให้แก่ฉัน (ให้ได้รับการยกเว้นเถิด) และอย่าปล่อยให้ฉันตกอยู่ในฟิตนะฮ์ (ออกทำสงคราม) เลย" พึงรู้เถิด พวกเขาได้ตกอยู่ในฟิตนะฮ์แล้ว แท้จริงนรกญะฮันนัมนั้นได้ครอบคลุมบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย
50หากมีความดีอันใดประสบแก่เจ้า ก็จะทำให้พวกเขาไม่สบายใจ และหากมีอันตรายอันใดประสบแก่เจ้า พวกเขาก็จะกล่าวว่า "แท้จริงพวกเราได้ระวังในกิจการของเรา (รู้หลบหลีก) ไว้ก่อนแล้ว" และพวกเขาก็จะหนีห่างออกไปโดยที่พวกเขาเบิกบาน
51จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "ไม่มีสิ่งใดประสบแก่เรา เว้นแต่สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดไว้สำหรับเรา พระองค์คือผู้ทรงปกป้องเรา" และ เฉพาะอัลลอฮ์เท่านั้น จงให้บรรดาผู้ศรัทธามอบความไว้วางใจ"
52จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "พวกเจ้ากำลังคอยดูหนึ่งในสองสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับพวกเรากระนั้นหรือ?! และพวกเราก็กำลังคอยดูสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพวกเจ้าเช่นกันว่า อัลลอฮ์จะทรงลงโทษพวกเจ้าด้วยการลงโทษจากพระองค์เอง หรือจากน้ำมือของพวกเรา ดังนั้นพวกเจ้าจงคอยดูเถิด แท้จริงพวกเราก็จะคอยดูอยู่กับพวกเจ้าเช่นกัน"
53จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "ไม่ว่าพวกเจ้าจะบริจาคด้วยความเต็มใจหรือด้วยการฝืนใจก็ตาม มันก็จะไม่ถูกตอบรับจากพวกเจ้าอย่างแน่นอน แท้จริงพวกเจ้านั้นเป็นกลุ่มชนผู้ฝ่าฝืน"
54และไม่มีสิ่งใดที่ขัดขวางพวกเขาจากการตอบรับการบริจาคของพวกเขา เว้นแต่เพราะพวกเขาปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ และ (เพราะ) พวกเขาจะไม่ทำการละหมาด เว้นแต่ในสภาพที่พวกเขาเกียจคร้าน และพวกเขาจะไม่บริจาคทรัพย์สมบัติของพวกเขา เว้นแต่ในสภาพที่พวกเขาไม่เต็มใจ
55ดังนั้น อย่าให้ทรัพย์สมบัติของพวกเขาและลูกๆ ของพวกเขา ทำให้เจ้ารู้สึกประทับใจ เพราะแท้จริงอัลลอฮ์ทรงประสงค์ที่จะลงโทษพวกเขาด้วยสิ่งเหล่านั้นในชีวิตแห่งโลกนี้ และทรงต้องการให้วิญญาณของพวกเขาออกจากร่างไปในสภาพที่พวกเขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา
56และพวกเขา (บรรดามุนาฟิกีน) ได้สาบานต่ออัลลอฮ์ว่า แท้จริงพวกเขาเป็นกลุ่มของพวกเจ้า ทั้งที่พวกเขาไม่ใช่กลุ่มของพวกเจ้า แต่พวกเขาคือกลุ่มคนที่หวาดกลัวอย่างรุนแรง
57หากพวกเขาได้พบที่หลบภัย หรือถ้ำ หรืออุโมงค์เพื่อซ่อนตัว แน่นอนพวกเขาก็จะรีบวิ่งไปที่นั่น โดยที่พวกเขาจะรีบเข้าไปอย่างรวดเร็ว
58และในหมู่พวกเขามีผู้ที่ตำหนิเจ้า (โอ้ มุฮัมหมัด) เกี่ยวกับการแจกจ่ายทรัพย์บริจาค ดังนั้น ถ้าหากพวกเขาได้รับส่วนหนึ่งจากมัน พวกเขาก็พอใจ และหากพวกเขาไม่ได้รับจากทานนั้น ทันใดนั้น พวกเขาก็โกรธทันที
59และหากพวกเขาพอใจกับสิ่งที่อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ได้มอบให้แก่พวกเขา และพวกเขากล่าวว่า “อัลลอฮ์นั้นเพียงพอแล้วสำหรับเรา อัลลอฮ์จะทรงมอบให้แก่เราจากความโปรดปรานของพระองค์ เช่นเดียวกับเราะซูลของพระองค์ก็ทรงมอบให้เช่นกัน แท้จริงเราหวังในอัลลอฮ์อยู่เสมอ"
60แท้จริงทานทั้งหลายนั้นมีไว้สำหรับคนยากจน และคนขัดสน และบรรดาเจ้าหน้าที่รวบรวมมัน และบรรดาผู้ที่หัวใจของพวกเขาโน้มไปทาง (อิสลาม) และสำหรับทาสที่ต้องการปลดปล่อยตัวเอง และบรรดาผู้เป็นหนี้ และเพื่อการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ และผู้ที่อยู่ในการเดินทาง ทั้งนี้เป็นบทบัญญ้ติที่มาจากอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ
61และในหมู่พวกเขานั้นมีบรรดาผู้ที่ก่อความเดือดร้อนแก่นบี โดยที่พวกเขากล่าวว่า "เขาเป็นคนที่ชอบฟัง (และเชื่อสิ่งที่ได้ยิน)" จงกล่าวเถิด (มุฮัมหมัด) ว่า “ชอบฟังเฉพาะสิ่งที่ดีสำหรับพวกเจ้า ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ เชื่อในสิ่งที่ผู้ศรัทธากล่าว และเป็นการเอ็นดูเมตตาต่อบรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้า” ส่วนบรรดาผู้ที่ก่อความเดือดร้อนแก่เราะซูลของอัลลอฮ์นั้น พวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเจ็บปวด
62พวกเขาสาบานต่ออัลลอฮ์แก่พวกเจ้า เพื่อให้พวกเจ้าพอใจ และอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์นั้นมีสิทธิมากกว่าที่พวกเขาจะทำให้พอใจ หากพวกเขาเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง
63พวกเขามิได้รู้ดอกหรือว่า แท้จริงผู้ใดที่ฝ่าฝืนอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ ดังนั้น แน่นอนสำหรับเขานั้นคือนรกญะฮันนัม โดยที่เขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล นั่นแหละ คือ ความอัปยศอันใหญ่หลวง
64บรรดามุนาฟิกนั้นจะหวั่นเกรงอยู่เสมอว่า จะมีสักซูเราะฮ์หนึ่งถูกประทานลงมาแฉพวกเขา เปิดเผยความจริงซึ่งเงื่อนงำที่อยู่ในใจของพวกเขา จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "พวกเจ้าจงเย้ยหยันไปเถิด อัลลอฮ์จะทรงนำสิ่งที่พวกเจ้าหวั่นเกรงนั้นออกมาแฉอย่างแน่นอน"
65และถ้าหากเจ้าได้ถามพวกเขา แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า แท้จริงพวกเราเป็นเพียงแต่พูดสนุก และพูดเล่นเท่านั้น จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "ต่ออัลลอฮ์ และบรรดาโองการของพระองค์ และเราะซูลของพระองค์กระนั้นหรือ ที่พวกเจ้าเย้ยหยันกัน?!
66พวกเจ้าอย่ามาแก้ตัวเลย แท้จริงพวกเจ้าได้ปฏิเสธศรัทธาแล้ว ภายหลังจากที่พวกเจ้าได้มีการศรัทธาแล้ว หากเราจะอภัยโทษให้แก่กลุ่มหนึ่งในหมู่พวกเจ้า เราก็จะลงโทษอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะพวกเขาเป็นผู้กระทำความผิด
67บรรดามุนาฟิกชายและบรรดามุนาฟิกหญิงนั้น บางส่วนของพวกเขา ต่างมาจากอีกบางส่วน ซึ่งพวกเขาจะกำชับในการชั่ว และห้ามปรามจากการดีงาม และกุมมือของพวกเขาไว้ (ไม่ทำงาน) โดยที่พวกเขาลืมอัลลอฮ์ แล้วพระองค์ก็ทรงลืมพวกเขา แท้จริงบรรดามุนาฟิกนั้นพวกเขา คือ ผู้ละเมิด
68อัลลอฮ์ได้ทรงสัญญาแก่บรรดามุนาฟิกชายและบรรดามุนาฟิกหญิง และผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย ซึ่งนรกญะฮันนัม โดยที่พวกเขาจะพำนักในนั้นตลอดกาล มันเป็นสิ่งที่เพียงพอแก่พวกเขาแล้ว และอัลลอฮ์ได้ทรงสาปแช่งพวกเขา และสำหรับพวกเขานั้นคือ การลงโทษอันจีรังยั่งยืน
69(พวกเจ้าโอ้ มุนาฟิกีน) ก็เหมือนกับบรรดาผู้ที่มาก่อนหน้าพวกเจ้า (ที่ถูกทำลาย) ซึ่งพวกเขามีความแข็งแกร่งและมีทรัพย์สมบัติและมีลูกๆ มากกว่าพวกเจ้า แล้วพวกเขาก็ได้หาความสำราญในสิ่งที่เป็นส่วนได้ของพวกเขา และพวกเจ้าก็ได้หาความสำราญในสิ่งที่เป็นส่วนได้ของพวกเจ้า เช่นเดียวกับบรรดาผู้ที่ก่อนหน้าพวกเจ้าได้หาความสำราญในสิ่งที่เป็นส่วนได้ของพวกเขามาแล้ว และพวกเจ้าพูดกันในสิ่งไร้สาระ เช่นเดียวกับพวกเขาพูดคุยกัน ชนเหล่านั้น บรรดาการงานของพวกเขาไร้ผลทั้งในโลกนี้และปรโลก และชนเหล่านั้น พวกเขาคือผู้ขาดทุน
70มิได้มายังพวกเขาดอกหรือ ซึ่งข่าวคราวของบรรดาผู้ที่มาก่อนหน้าพวกเขา คือกลุ่มชนของนูห์ อ๊าด ษะมูด และกลุ่มชนของอิบรอฮีม และชาวมัดยัน และชาวอัล-มุตะฟิกาต โดยที่บรรดาเราะซูลของพวกเขาได้นำหลักฐานอันชัดแจ้งอย่างมากมายมายังพวกเขา ดังนั้น มิใช่อัลลอฮ์ดอกที่อธรรมต่อพวกเขา แต่ทว่าพวกเขาต่างหากที่อธรรมแก่ตัวของพวกเขาเอง
71และบรรดามุอ์มินชายและบรรดามุอ์มินหญิงนั้น บางส่วนของพวกเขาต่างเป็นผู้ช่วยเหลืออีกบางส่วน ซึ่งพวกเขาจะกำชับในการดีงาม และห้ามปรามจากการชั่ว และพวกเขาจะดำรงไว้ซึ่งการละหมาดและจ่ายซะกาต และภักดีต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ ชนเหล่านั้นแหละ อัลลอฮ์จะทรงเอ็นดูเมตตาพวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ
72อัลลอฮ์ได้ทรงสัญญาไว้แก่บรรดาผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิงด้วยสวนสวรรค์ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลอยู่เบื้องล่าง ซึ่งพวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นชั่วนิรันดร์ และที่พำนักอันรื่นรมย์ในสวนสวรรค์อันนิรันดร์ แต่อนุมัติจากอัลลอฮ์นั้นยิ่งใหญ่กว่า เป็นสิ่งที่บรรลุผลอันยิ่งใหญ่
73โอ้ นบีเอ๋ย เจ้าจงต่อสู้บรรดาผู้ที่ยืนกรานในการปฏิเสธศรัทธา และบรรดามุนาฟิกีน และจงแข็งกร้าวกับพวกเขา และที่พำนักของพวกเขานั้น คือ นรกญะฮันนัม และเป็นปลายทางอันชั่วช้า
74พวกเขาสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า พวกเขาไม่ได้พูด (สิ่งที่ไม่ดีเกี่ยวกับเจ้า) และแท้จริงพวกเขาได้พูดถ้อยคำที่เป็นการปฏิเสธศรัทธา และพวกเขาก็กลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาภายหลังจากที่พวกเขาได้นับถือศาสนาอิสลาม และพวกเขาตั้งใจที่จะทำสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถบรรลุได้ (นั่นคือการฆ่าเจ้า โอ้มุฮัมหมัด) และพวกเขาไม่ได้เกลียดชัง (ผู้ศรัทธาเพราะเหตุผลใด) นอกจากว่า อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ได้ทำให้พวกเขามั่งคั่งจากความโปรดปรานของพระองค์ และหากพวกเขาสำนึกผิด มันจะเป็นการดีสำหรับพวกเขา และหากพวกเขาผินหลังให้ อัลลอฮ์จะลงโทษพวกเขาด้วยการลงโทษอันเจ็บปวดทั้งในโลกนี้และปรโลก และพวกเขาจะไม่พบใครในโลกนี้ที่จะเป็นผู้ปกป้องและผู้ช่วยด้วย
75และในหมู่พวกเขามีผู้ที่สัญญาต่ออัลลอฮ์ (โดยกล่าวว่า) “แท้จริงหากพระองค์ได้ทรงประทานแก่เราจากความโปรดปรานของพระองค์แล้ว แน่นอนเราก็จะบริจาคทาน และแน่นอนเราจะอยู่ในหมู่คนดีทั้งหลาย”
76หลังจากที่พระองค์ทรงประทานให้พวกเขาจากความโปรดปรานของพระองค์แล้ว พวกเขากลับตระหนี่และผินหลังให้ (กับสัญญานั้น) และพวกเขาเป็นกลุ่มชนผู้ผินหลังให้ (กับการศรัทธา)
77ดังนั้น พระองค์จึงทรงลงโทษพวกเขาด้วยการทำให้ความกลับกลอกนั้นฝังในหัวใจของพวกเขาจนถึงวันที่พวกเขาจะได้พบกับพระองค์ เนื่องจากพวกเขาผิดสัญญากับอัลลอฮ์ในสิ่งที่พวกเขาสัญญาไว้กับพระองค์ และเนื่องจากพวกเขาโกหกอยู่เสมอ
78พวกเขาไม่รู้ดอกหรือว่า อัลลอฮ์ทรงรู้ในสิ่งที่เป็นความลับของพวกเขา และการกระซิบกระซาบของพวกเขา และแท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งที่เร้นลับ?
79บรรดาผู้ที่ตำหนิผู้ที่สมัครใจจากหมู่ผู้ศรัทธาในการบริจาคทาน และตำหนิผู้ที่ไม่พบสิ่งใด (จะบริจาค) นอกจากค่าแรงงานอันเล็กน้อยของพวกเขา แล้วเย้ยหยันพวกเขานั้น อัลลอฮ์ได้ทรงเย้ยหยันพวกเขาแล้ว และสำหรับพวกเขานั้น คือการลงโทษอันเจ็บแสบ
80(บรรดามุนาฟิกีนเหล่านั้น) เจ้าจะขอการอภัยโทษให้พวกเขา หรือจะไม่ขออภัยโทษให้พวกเขาเลย หรือแม้ว่าเจ้า (มุฮัมหมัด) จะขออภัยโทษแก่พวกเขาเจ็ดสิบครั้งก็ตาม อัลลอฮ์ก็จะไม่มีวันให้อภัยแก่พวกเขา นั่นก็เพราะว่า พวกเขาปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ และอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงให้ทางนำแก่กลุ่มชนผู้ละเมิดทั้งหลาย
81บรรดา (มุนาฟิกีน) ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง (ที่ไม่ออกไปต่อสู้) มีความปลื้มปิติ เพราะพวกเขาได้ขัดแย้งกับเราะซูลของอัลลอฮ์ และพวกเขารังเกียจที่จะต้องต่อสู้ด้วยทรัพย์สินของพวกเขาและชีวิตของพวกเขาในหนทางของอัลลอฮ์ และพวกเขากล่าวว่า "พวกเจ้าอย่าออกศึกในยามร้อนเลย" จงกล่าวเถิดว่า "นรกญะฮัมนัมนั้นร้อนแรงยิ่งกว่า" หากพวกเขาเข้าใจ
82ดังนั้น จงให้พวกเขาหัวเราะแต่น้อย และจงร้องไห้ให้มากเถิด ทั้งนี้เป็นการตอบแทนตามที่พวกเขาขวนขวายไว้
83ดังนั้น หากอัลลอฮ์ได้ทรงให้เจ้ากลับไปยังกลุ่มหนึ่งในหมู่พวกเขา แล้วพวกเขาจะขออนุญาตเจ้าเพื่อออกไป (รบพร้อมกับเจ้าในครั้งต่อไป) ก็จงกล่าวเถิดว่า "พวกเจ้าจะไม่ได้ออกไปกับฉันตลอดกาล และจะไม่ต่อสู้ร่วมกับฉันซึ่งศัตรูใด ๆ เป็นอันขาด แท้จริงพวกเจ้าพอใจต่อการนั่งอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้น ก็จงนั่งอยู่กับบรรดาผู้ที่อ่อนแอที่อยู่เบื้องหลังต่อไปเถิด"
84และอย่าได้ละหมาดให้แก่คนใดในหมู่พวกเขาที่เสียชีวิตไปเป็นงันขาด และอย่าได้ยืนที่หลุมศพของเขา แท้จริงพวกเขาได้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ และพวกเขาได้เสียชีวิตลง ทั้งที่พวกเขาเป็นผู้ฝ่าฝืน
85และอย่าให้ทรัพย์สมบัติของพวกเขาและลูกๆ ของพวกเขา ทำให้เจ้ารู้สึกประทับใจ เพราะแท้จริงอัลลอฮ์ทรงประสงค์ที่จะลงโทษพวกเขาด้วยสิ่งเหล่านั้นในชีวิตแห่งโลกนี้ และทรงต้องการให้วิญญาณของพวกเขาออกจากร่างไปในสภาพที่พวกเขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา
86และเมื่อมีซูเราะฮ์ใดถูกประทานลงมา (ซึ่งบัญชาพวกเขา) ว่า "จงศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และจงต่อสู้ร่วมกับเราะซูลของพระองค์” บรรดาผู้มั่งคั่งในหมู่พวกเขา ก็จะขออนุญาตต่อเจ้า และกล่าวว่า “ปล่อยให้พวกเราได้อยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่นั่งอยู่ทั้งหลายเถิด”
87พวกเขาพึงพอใจที่จะอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่ไม่เข้าร่วมสงคราม และ (ด้วยเหตุนี้) หัวใจของพวกเขาจึงถูกปิดผนึกไว้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เข้าใจ
88แต่ทว่าเราะซูลและบรรดาผู้ศรัทธาร่วมกับเขา ได้ต่อสู้ด้วยทรัพย์สมบัติและชีวิตของพวกเขา และชนเหล่านั้นแหละ พวกเขาจะได้รับความดีงามทั้งหลาย และชนเหล่านั้นแหละคือผู้ที่ประสบความสำเร็จ
89แล้วอัลลอฮ์ก็ได้ทรงเตรียมสำหรับพวกเขา ซึ่งบรรดาสวนสวรรค์ที่มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่าง โดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล นั่นแหละคือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
90และบรรดาผู้ที่แก้ตัวจากหมู่อาหรับชนบทได้มา (ยังเจ้า) เพื่อขอให้พวกเขาได้รับอนุญาต (ไม่ต้องออกไปทำสงคราม) ในขณะที่บรรดา (มุนาฟิกีน) ที่กล่าวเท็จต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ ก็นั่งนิ่งอยู่ (ดังนั้น) การลงโทษอันเจ็บแสบจะประสบแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในหมู่พวกเขา
91ไม่มีบาปอันใดแก่บรรดาผู้ที่อ่อนแอ และแก่ผู้ที่ป่วยไข้ และแก่บรรดาผู้ที่ไม่สามารหาสิ่งใดมาบริจาค เมื่อพวกเขาจงรักภักดีต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีทางอันใดที่จะตำหนิบรรดาผู้กระทำดีได้ และอัลลอฮ์นั้นคือผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงปรานีเสมอ
92และไม่มีบาปใด ๆ แก่บรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขามาหาเจ้า เพื่อให้เจ้าจัด (สัตว์พาหนะ) ให้พวกเขาได้ขี่ เจ้าได้กล่าวว่า "ฉันไม่พบพาหนะที่จะให้พวกเจ้าขี่บนมันได้" แล้วพวกเขาก็ผินหลังกลับโดยที่นัยน์ตาของพวกเขาท่วมท้นไปด้วยน้ำตา เพราะเสียใจที่พวกเขาไม่พบสิ่งที่พวกเขาจะบริจาค (เพื่อออกไปญิฮาดในหนทางของอัลลอฮ์)
93แท้จริงแนวทางที่จะกล่าวโทษ (และลงโทษ) นั้นเฉพาะกับบรรดาผู้ที่ขออนุญาตจากเจ้าทั้งที่พวกเขาเป็นผู้มั่งมี และมีความสามารถเท่านั้น พวกเขาพอใจที่จะอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่ไม่เข้าร่วมสงคราม และ (ด้วยเหตุนี้) อัลลอฮ์ทรงประทับตราหัวใจของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้
94พวกเขา (ที่ไม่ออกไปสงครามตะบูก) จะแก้ตัวกับพวกเจ้า เมื่อพวกเจ้ากลับมายังพวกเขา จงกล่าวเถิดว่า "พวกเจ้าอย่าแก้ตัวเลย เราจะไม่เชื่อพวกเจ้าดอก แท้จริงอัลลอฮ์ทรงแจ้งข่าวคราวของพวกเจ้าแก่เราแล้ว และอัลลอฮ์นั้นทรงเห็นการกระทำของพวกเจ้า และเราะซูลของพระองค์ก็เห็นด้วย แล้วพวกเจ้าก็จะถูกนำกลับไปยังพระผู้ทรงรอบรู้แห่งสิ่งเร้นลับและสิ่งเปิดเผย แล้วพระองค์ก็จะทรงแจ้งแก่พวกเจ้าให้รู้ถึงสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ"
95พวกเขาจะสาบานต่ออัลลอฮ์สำหรับพวกเจ้า เมื่อพวกเจ้าได้หันไปหาพวกเขา เพื่อให้พวกเจ้าผินหลังให้แก่พวกเขา ดังนั้นพวกเจ้าจงผินหลังให้พวกเขาเถิด แท้จริงพวกเขาโสมม และที่พำนักของพวกเขาคือนรก ทั้งนี้เป็นการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาขวนขวายไว้
96พวกเขาจะสาบานต่อพวกเจ้า เพื่อให้พวกเจ้าพอใจต่อพวกเขา แล้วหากพวกเจ้าพอใจต่อพวกเขา ดังนั้น แท้จริงอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงพอพระทัยต่อกลุ่มชนผู้ฝ่าฝืน
97บรรดาอาหรับชนบทนั้น กระด้างยิ่งในการปฏิเสธศรัทธา และการกลับกลอก และค่อนข้างจะไม่ยอมรับรู้ในหลักธรรมที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่เราะซูลของพระองค์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ
98และในหมู่อาหรับชนบทนั้น มีผู้ถือว่าสิ่งที่ตนบริจาคไปนั้น เป็นค่าปรับ และถือว่าเป็นการขาดทุน และพวกเขาจะคอยหวังให้มีเหตุร้ายต่างๆ เกิดขึ้นแก่พวกเจ้า เหตุร้ายเหล่านั้นจงประสบแก่พวกเขาเถิด และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ทรงรอบรู้ยิ่ง
99และในหมู่อาหรับชนบทนั้น มีผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันอาคิเราะฮ์ และถือว่าสิ่งที่ตนบริจาคไปนั้น เป็นการใกล้ชิดกับอัลลอฮ์ และเป็นการขอพรของเราะซูล พึงรู้เถิดว่า แท้จริงมันเป็นการทำให้ใกล้ชิด (ต่ออัลลอฮ์) สำหรับพวกเขา แล้วอัลลอฮ์จะทรงให้พวกเขาอยู่ในความเมตตาของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
100บรรดาบรรพชนรุ่นแรกในหมู่ผู้อพยพ (ชาวมุฮาญิรีนจากมักกะฮ์) และในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ (ชาวอันศ้อรจากมะดีนะฮ์) และบรรดาผู้ดำเนินตามพวกเขาด้วยการทำดีนั้น อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยต่อพวกเขา และพวกเขาก็พอใจต่อพระองค์ด้วย และพระองค์ได้ทรงเตรียมไว้ให้พวกเขาแล้ว ซึ่งบรรดาสวนสวรรค์ที่มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่าง พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล นั่นแหละ คือความสำเร็จอันใหญ่หลวง
101และในหมู่อาหรับชนบทที่ห้อมล้อมพวกเจ้านั้น เป็นพวกกลับกลอก และในหมู่ชาวมะดีนะฮ์ก็เช่นเดียวกัน พวกเขาเหล่านั้นดื้อรั้นในการกลับกลอก เจ้า (โอ้ มุฮัมหมัด) ไม่รู้จักธาตุแท้ของพวกเขาดอก เรา (อัลลอฮ์) รู้จักพวกเขาดี เราจะลงโทษพวกเขาสองครั้ง แล้วพวกเขาจะถูกนำกลับไปสู่การลงโทษอันมหันต์ต่อไป
102และมีชนกลุ่มอื่นอีก (ที่ศรัทธาครึ่งๆ กลางๆ เป็นประเภทที่สอง) ที่ได้สารภาพ ในความผิดของพวกเขา โดยที่พวกเขาปะปนงานดีกับงานอื่นที่ชั่ว แน่นอนว่าอัลลอฮ์จะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์นั้น ผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
103(โอ้ มุฮัมหมัด) เจ้าจงเอาส่วนหนึ่งจากทรัพย์สมบัติของพวกเขาเป็นทาน เพื่อทำให้พวกเขาบริสุทธิ์ และขัดเกลาพวกเขาโดยนัยแห่งการบริจาคนั้น และเจ้าจงขอพรให้แก่พวกเขาเถิด เพราะแท้จริงการขอพรของเจ้านั้น ทำให้เกิดความสงบแก่พวกเขา และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง
104พวกเขาไม่รู้ดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรับการสำนึกผิดของปวงบ่าวของพระองค์ และทรงรับการบริจาค (เศาะดะเกาะฮ์) และแท้จริงอัลลอฮ์คือผู้ทรงให้อภัยผู้กลับใจ และผู้ทรงเมตตาเสมอ
105และจงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "พวกเจ้าจงทำงานเถิด แล้วอัลลอฮ์จะทรงเห็นการงานของพวกเจ้า และเราะซูลของพระองค์และบรรดาผู้ศรัทธาก็จะเห็นด้วย และพวกเจ้าจะถูกนำกลับไปยังพระผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งเร้นลับและสิ่งเปิดเผย แล้วพระองค์ก็จะทรงแจ้งแก่พวกเจ้า ในสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไว้"
106และมีชนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ยังรอคำบัญชาของอัลลอฮ์ พระองค์อาจจะทรงลงโทษพวกเขาและพระองค์ก็อาจจะทรงรับการเตาบะฮ์ (สำนึกผิด) จากพวกเขา และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ
107และบรรดาผู้ที่ยึดมัสยิดเป็นเกณฑ์ก่อการร้าย และการปฏิเสธศรัทธาและการก่อความแตกแยกระหว่างบรรดาผู้ศรัทธา และเป็นที่ซ่องสุม (ที่มั่น) สำหรับผู้ที่ทำสงครามต่อต้านอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์มาก่อน และแน่นอนพวกเขาจะสาบานว่า เราไม่ต้องการอื่นใดนอกจากสิ่งที่ดีที่สุด และอัลลอฮ์นั้นทรงเป็นพยานยืนยันว่า แท้จริงพวกเขานั้นเป็นพวกกล่าวเท็จอย่างแน่นอน
108เจ้าอย่าไปร่วมยืนละหมาดในมัสยิดนั้นเป็นอันขาด แน่นอน มัสยิดที่ถูกวางรากฐานบนความยำเกรงตั้งแต่วันแรกนั้นสมควรอย่างยิ่งที่เจ้าจะเข้าไปยืนละหมาดในนั้น เพราะในมัสยิดนั้นมีชายรักการชำระตนให้บริสุทธิ์อยู่หลายคน และอัลลอฮ์ทรงรักเสมอซึ่งผู้ที่ชำระตนให้บริสุทธิ์
109ผู้ที่วางรากฐานอาคารของเขาบนความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ และบนความพอพระทัยจากอัลลอฮ์ดีกว่า หรือว่าผู้ที่วางรากฐานอาคารของเขาบนริมขอบเหวที่จะพังทลายลง แล้วมันก็พัง มันก็นำเขาลงไปในนรกญะฮันนัม และอัลลอฮ์จะไม่ทรงให้ทางนำแก่หมู่ชนผู้อธรรม
110อาคารของพวกเขาที่ก่อสร้างขึ้นมานั้น จะไม่ยั้งที่จะก่อการระแวงอยู่ในจิตใจของพวกเขา เว้นแต่หัวใจของพวกเขาจะถูกตัดขาดเป็นชิ้น และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ
111แท้จริงอัลลอฮ์ ได้ทรงซื้อแล้วจากผู้ศรัทธาทั้งหลาย ซึ่งชีวิตของพวกเขา และทรัพย์สินที่พวกเขาครอบครองทั้งหลาย ซึ่งแน่นอนด้วยสิ่งที่พิเศษสุดสำหรับพวกเขา คือ สวนสวรรค์ โดยพวกเขาต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ แล้วพวกเขาก็จะฆ่าและจะถูกฆ่า เป็นคำมั่นสัญญาอันสัจจริงที่พระองค์ได้ให้ไว้ในคัมภีร์อัตเตารอต และอัลอินญีล และอัลกุรอาน และผู้ใดเล่าที่จะรักษาคำมั่นสัญญาของเขาได้ดียิ่งกว่าอัลลอฮ์ เพราะฉะนั้น พวกเจ้าจงรื่นเริงในการค้าของพวกเจ้าเถิด ซึ่งพวกเจ้าได้ตกลงโดยนัยนั้นแล้ว และนั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง
112(พวกเขาคือ) บรรดาผู้กลับเนื้อกลับตัว ผู้กระทำการอิบาดะฮ์ ผู้กล่าวคำสรรเสริญ ผู้เดินทาง (เพื่อต่อสู้หรือแสวงหาวิชาความรู้ในแนวทางของอัลลอฮ์หรือผู้ถือศีลอด) ผู้รุกัวะอ์ ผู้สุญูด ผู้กำชับให้ทำความดี ผู้ห้ามปรามให้ละเว้นความชั่ว และบรรดาผู้รักษาไว้ซึ่งหลักธรรมแห่งอัลลอฮ์ และจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาเถิด
113ไม่บังควรแก่นบีและบรรดาผู้ศรัทธาที่จะขออภัยโทษให้แก่บรรดาผู้ตั้งภาคี และแม้ว่าพวกเขาจะเป็นญาติใกล้ชิดก็ตาม ทั้งนี้หลังจากได้เป็นที่แจ่มชัดแก่พวกเขาแล้วว่า แน่นอนพวกเขาเหล่านั้นเป็นชาวนรก
114และการขออภัยโทษของอิบรอฮีมให้แก่บิดาของเขามิได้ปรากฏขึ้น นอกจากเป็นสัญญาที่เขาได้ให้ไว้แก่บิดาของเขาเท่านั้น แต่เมื่อได้เป็นที่ประจักษ์แก่เขาแล้ว ว่า แท้จริงบิดาของเขาเป็นศัตรูของอัลลอฮ์ เขาก็ปลีกตัวออกจากบิดาของเขา แท้จริงอิบรอฮีมนั้นเป็นผู้รำพันวิงวอน (ต่ออัลลอฮ์) และเป็นผู้มีขันติอดทน
115และอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงให้กลุ่มชนใดหลงผิด หลังจากที่พระองค์ได้ทรงนำทางที่ถูกต้องให้แก่พวกเขาแล้ว จนกระทั่งได้ทรงทำให้ชัดแจ้งแก่พวกเขาถึงสิ่งที่พวกเขาควรหวั่นเกรง แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ทุกสิ่ง
116แท้จริงอัลลอฮ์คือ ผู้ซึ่งอำนาจแห่งบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ พระองค์ทรงให้เป็น ทรงให้ตาย และนอกจากอัลลอฮ์แล้ว พวกเจ้าก็จะไม่มีผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือ
117โดยแน่นอนยิ่ง อัลลอฮ์ทรงรับการสำนึกผิดจากนบี และชาวมุฮาญิรีน และชาวอันศ็อรแล้ว ซึ่งเขาเหล่านั้นได้ปฏิบัติตามเขา (นบี) ในยามคับขัน หลังจากที่จิตใจของชนกลุ่มหนึ่งในพวกเขาเกือบจะหันเหออกจากความจริง ภายหลังจากนั้น พระองค์ก็ทรงหันให้อภัยโทษให้แก่พวกเขา แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้อ่อนโยน ผู้ทรงเมตตาเสมอ
118และอัลลอฮ์ทรงอภัยโทษให้แก่ชายสามคน (คือ กะอ์บิ อิบนุมาลิก มุรอเราะฮ์ อิบนุ อัรร่อบีอ์ และฮิลาล อิบนุอุมัยะฮ์) ผู้ถูกอยู่รั้งท้ายจนกระทั่งแผ่นดินแม้จะแผ่กว้างก็ได้คับแคบแก่พวกเขา และตัวของพวกเขาก็รู้สึกอึดอัดไปด้วย แล้วพวกเขาก็ตระหนักกันว่าไม่มีที่พึ่งอื่นใดเพื่อให้หลุดพ้นไปจากอัลลอฮ์ได้ นอกจากกลับไปหาพระองค์ หลังจากนั้น พระองค์ก็ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้กลับเนื้อกลับตัว แท้จริงอัลลอฮ์นั้นคือผู้ทรงรับการเตาบะฮ์ (รับการสำนึกผิด) ผู้ทรงเมตตาเสมอ
119โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด และจงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่มีความสัตย์จริงเถิด
120ไม่บังควรแก่ชาวมะดีนะฮ์และชาวอาหรับชนบทที่อาศัยอยู่รอบนคร จะผินหลังให้กับเราะซูลของอัลลอฮ์ และไม่บังควรที่พวกเขาจะห่วงชีวิตของพวกเขามากกว่าชีวิตของเราะซูล ทั้งนี้เป็นเพราะพวกเขาไม่ได้ประสบกับความกระหาย ความเหนื่อยล้า หรือความหิวโหยในหนทางของอัลลอฮ์ และพวกเขาจะไม่เหยียบย่างไป ณ ที่ใด ที่ทำให้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธากริ้วโกรธ และพวกเขาจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ จากศัตรูของพวกเขา เว้นแต่ว่ามันจะถูกบันทึกเป็นการงานที่ดีสำหรับพวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงปล่อยให้การตอบแทนของผู้ทำดีทั้งหลายนั้นต้องสูญสลาย
121และไม่ว่าพวกเขาจะบริจาคสิ่งใด จะเป็นสิ่งที่เล็กน้อยหรือมากมายขนาดไหนก็ตาม และไม่ว่าพวกเขาจะเดินผ่านหุบเขาใด นอกจากจะถูกบันทึกไว้เป็นความดีสำหรับพวกเขา เพื่ออัลลอฮ์จะทรงตอบแทนพวกเขาด้วยรางวัลที่ดีกว่าสิ่งที่พวกเขาได้ทำไป
122ไม่บังควรที่บรรดาผู้ศรัทธาจะออกไปสู้รบกันทั้งหมด ไฉนไม่ให้กลุ่มหนึ่งของแต่ละเผ่าออกไปญิฮาด และให้อีกกลุ่มหนึ่งอยู่เพื่อการศึกษาหาความเข้าใจในศาสนา และเพื่อจะได้ตักเตือนพรรคพวกของพวกเขา เมื่อกลับมายังพวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะได้ระมัดระวัง
123โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงต่อสู้กับบรรดาผู้ที่อยู่ใกล้เคียงพวกเจ้าที่เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาเสียก่อน และจงให้พวกเหล่านั้นได้พบกับความแข็งกร้าวในตัวของพวกเจ้า และพึงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ยำเกรงทั้งหลาย
124และเมื่อมีซูเราะฮ์ใด (บทใด) ของอัลกุรอานถูกประทานลงมา ดังนั้น ในหมู่พวกเขาก็จะมีผู้กล่าวขึ้นว่า "มีคนใดในหมู่พวกเจ้า ที่ซูเราะฮ์นี้ทำให้การศรัทธาของเขาได้เพิ่มขึ้นบ้าง?" ส่วนบรรดาผู้ที่ศรัทธาซูเราะฮ์นี้ได้ทำให้การศรัทธาของเขาเพิ่มขึ้น แล้วพวกเขาก็มีความปิติยินดี
125และส่วนบรรดาผู้ที่ในหัวใจของพวกเขามีโรค ดังนั้น มันก็ได้เพิ่มความโสมมซ้อนทับความโสมมของพวกเขา และพวกเขาตายในสภาพที่เป็นพวกปฏิเสธศรัทธา
126และพวกเขาไม่เห็นดอกหรือว่า แท้จริงพวกเขาจะถูกทดสอบในทุก ๆปี ครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง แล้วพวกเขาก็ไม่ยอมกลับเนื้อกลับตัวและพวกเขาก็ไม่สำนึกผิดอีกด้วย
127และเมื่อมีซูเราะฮ์ใด (บทใด) ของอัลกรุอานถูกประทานลงมา (เผยให้เห็นถึงความชั่วของบรรดามุนาฟิกีน) บางคนในหมู่พวกเขาต่างก็มองตาซึ่งกันและกัน (แล้วถามขึ้นว่า) "จะมีผู้ใดเห็นพวกเจ้าบ้างไหม (ถ้าเราจะถอนตัวออกจากที่นี่)?" แล้วพวกเขาก็พากันแยกย้ายออกไป อัลลอฮ์จึงทรงให้จิตใจของพวกเขาหันเหออกจากแนวทางที่ถูกต้อง เพราะแท้จริงพวกเขาเป็นกลุ่มชนที่ไม่มีความเข้าใจอะไรเลย
128แท้จริง (โอ้ มนุษย์เอ๋ย) ได้มีเราะซูลคนหนึ่งจากหมู่พวกเจ้าได้มายังพวกเจ้าแล้ว ผู้ที่รู้สึกลำบากใจกับความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นกับพวกเจ้า ผู้ที่คอยห่วงใยพวกเจ้า เป็นผู้ที่เห็นอกเห็นใจ และเมตตาต่อบรรดาผู้ศรัทธาเสมอ
129ดังนั้น หากพวกเขาหนีห่างออกไป ก็จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "อัลลอฮ์นั้นเป็นที่พอเพียงแก่ฉันแล้ว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์เท่านั้น แด่พระองค์เท่านั้นที่ฉันขอมอบหมาย และพระองค์คือเจ้าของบัลลังก์อันยิ่งใหญ่"