المائدة
The Table Spread • 120 ayahs • Medinan
بِسْمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحْمَٰنِ ٱلرَّحِيمِ
1โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงรักษาบรรดาสัญญาให้ครบถ้วนเถิด สัตว์ประเภทปศุสัตว์นั้นได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้าแล้ว ยกเว้นสิ่งที่ถูกอ่านแก่พวกเจ้า (ในอัลกุรอานนี้) และการล่าสัตว์ป่า (เป็นที่ต้องห้าม) ในขณะที่พวกเจ้าอยู่ในอิห์รอม (ทำหัจญ์หรืออุมเราะฮ์) แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงตัดสินชี้ขาดตามที่พระองค์ทรงประสงค์
2โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าฝ่าฝืนบรรดาสัญลักษณ์แห่งศาสนาของอัลลอฮ์ และอย่าฝ่าฝืนเกียรติของเดือนฮารอม และสัตว์พลี และสัตว์ที่ถูกสวมเครื่องหมายไว้ที่คอเพื่อเป็นสัตว์พลี และบรรดาผู้ที่มุ่งสู่บ้านอันเป็นที่ต้องห้าม เพื่อหวังในความโปรดปราน และความพอพระทัยจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา และเมื่อพวกเจ้าเปลื้องอิห์รอมแล้ว พวกเจ้าก็ออกล่าสัตว์ได้ และอย่าปล่อยให้ความเกลียดชัง (ของพวกเจ้า) ที่มีต่อกลุ่มชนหนึ่งที่ขัดขวางพวกเจ้ามิให้เข้ามัสยิดฮะรอมนั้น ทำให้พวกเจ้ากระทำการละเมิด (ต่อพวกเขา) และพวกเจ้าจงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรมและความยำเกรง และจงอย่าช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นบาปและเป็นศัตรูกัน และพึงกลัวเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ
3ได้ถูกห้ามแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งสัตว์ที่ตายเอง และเลือด และเนื้อสุกร และสัตว์ที่ถูกเปล่งนามอื่นจากอัลลอฮ์ ยามที่(เชือด)มัน และสัตว์ที่ถูกรัดคอตาย และสัตว์ที่ถูกตีตาย และสัตว์ที่ตกเหวตาย และสัตว์ที่ถูกขวิดตาย และสัตว์ที่ถูกสัตว์ร้ายกัดกิน นอกจากที่พวกเจ้าเชือดกัน และสัตว์ที่ถูกเชือดบนแท่นบูชา และการที่พวกเจ้าเสี่ยงทายด้วยไม้ติ้ว เหล่านั้นเป็นการละเมิด วันนี้บรรดาผู้ปฏิเสธการศรัทธา หมดหวังในศาสนาของพวกเจ้าแล้ว ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่ากลัวพวกเขา และจงกลัวข้าเถิด วันนี้ข้าได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์เพื่อพวกเจ้า และข้าได้ทำให้ความโปรดปรานของข้าที่มีต่อพวกเจ้านั้นบริบูรณ์ และข้าได้เลือกให้อิสลามเป็นศาสนาสำหรับพวกเจ้า ดังนั้น ผู้ใดได้รับความคับขันในความหิวโหย โดยไม่ใช่เป็นผู้จงใจกระทำบาป แน่นอนอัลลอฮ์คือพระผู้ทรงอภัยโทษ พระผู้ทรงเมตตาเสมอ
4พวกเขาจะถามเจ้า (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "มีอะไรบ้างที่เป็นที่อนุมัติแก่พวกเขา? จงตอบแก่พวกเขาเถิดว่า: “ที่ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้านั้นคือสิ่งดีๆ ทั้งหลาย และบรรดาสัตว์สำหรับล่าเนื้อที่พวกเจ้าฝึกสอนมัน โดยฝึกมันตามที่อัลลอฮ์ได้ทรงสอนพวกเจ้าไว้นั้น ดังนั้น จงกินสิ่งที่พวกมันจับมาให้แก่พวกเจ้า และจงกล่าวพระนามของอัลลอฮ์บนตัวมันเสียก่อน (เมื่อพวกเจ้าจะปล่อยให้มันออกไปล่าสัตว์) และจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรวดเร็วในการชำระบัญชี”
5วันนี้สิ่งดีๆ ทั้งหลายได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้าแล้ว และอาหารของบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้น เป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้า และอาหารของพวกเจ้าก็เป็นที่อนุมัติแก่พวกเขา และบรรดาหญิงบริสุทธิ์ในหมู่ผู้ศรัทธาหญิง และบรรดาหญิงบริสุทธิ์ในหมู่ผู้ที่ได้รับคัมภีร์ก่อนหน้าพวกเจ้าก็เป็นอนุมัติแก่พวกเจ้า เมื่อพวกเจ้าได้มอบให้แก่พวกนางซึ่งมะฮัรของพวกนางในฐานะเป็นผู้แต่งงาน มิใช่เป็นผู้กระทำการละเมิดทางเพศ และมิใช่ยึดเอานางเป็นเพื่อน (คบชู้) และผู้ใดปฏิเสธการศรัทธา แน่นอนการงานของเขาก็จะสูญเปล่า และเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุนในปรโลก
6โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย เมื่อพวกเจ้าต้องการจะปฎิบัติการละหมาด ก็จงล้างใบหน้าของพวกเจ้า และมือของพวกเจ้าถึงข้อศอก และจงลูบศีรษะของพวกเจ้า และล้างเท้าของพวกเจ้าถึงตาตุ่มทั้งสอง และหากพวกเจ้ามีญะนาบะฮ์ ก็จงชำระร่างกายให้สะอาด และหากพวกเจ้าป่วย หรืออยู่ในการเดินทาง หรือคนใดในหมู่พวกเจ้ามาจากการถ่ายทุกข์ หรือมีเพศสัมพันธ์กับภรรยา แล้วพวกเจ้าไม่พบน้ำ ดังนั้น จงทำการตะยัมมุมด้วยดินที่สะอาด แล้วลูบใบหน้าของพวกเจ้า และมือของพวกเจ้า จากดินนั้น อัลลอฮ์นั้นไม่ทรงประสงค์เพื่อจะให้มีความยากลำบากใดๆ แก่พวกเจ้า แต่ทว่าทรงประสงค์ที่จะให้พวกเจ้าสะอาด และเพื่อให้ความโปรดปรานของพระองค์นั้นครบถ้วนสมบูรณ์แก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจักขอบคุณ
7และจงรำลึกถึงพระคุณของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเจ้าเถิด และพันธสัญญาของพระองค์ที่พระองค์ทรงทำไว้กับพวกเจ้า ขณะที่พวกเจ้ากล่าวว่า "พวกเราได้ยินและพวกเราเชื่อฟัง" และพึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในทรวงอก
8โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮ์เถิด เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรม และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า และพึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ
9และอัลลอฮ์ได้ทรงสัญญาแก่บรรดาผู้ที่ศรัทธา และประกอบคุณงามความดีทั้งหลายว่า สำหรับพวกเขานั้น คือ การอภัยโทษ และการตอบแทนอันยิ่งใหญ่
10และบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา และไม่เชื่อต่อบรรดาโองการของเรา ชนเหล่านั้นคือชาวนรก
11โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงรำลึกถึงพระคุณของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเจ้าเถิด จงรำลึกเถิดว่า เคยมีพวกหนึ่งได้ตั้งใจที่จะยื่นมือของพวกเขามาทำร้ายพวกเจ้าแล้วพระองค์ก็ทรงยับยั้งมือพวกเขาออกจากพวกเจ้า และพึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด และต่ออัลลอฮ์นั้นบรรดาผู้ศรัทธาก็จงมอบหมายเถิด
12และแท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงทำพันธสัญญากับวงศ์วานอิสรออีล และเราได้แต่งตั้งผู้นำสิบสองคนในหมู่พวกเขา และอัลลอฮ์ทรงตรัส (แก่พวกเขาว่า) "แท้จริงข้าอยู่ร่วมกับพวกเจ้า หากพวกเจ้าดำรงไว้ซึ่งละหมาด และจ่ายซะกาต และศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลของข้า และช่วยเหลือพวกเขา และพวกเจ้าได้ให้กู้ที่ดีแก่อัลลอฮ์ (ด้วยการบริจาคทานและกระทำความดีในหนทางของพระองค์) ข้าจะลบล้างบาปทั้งหลายของพวกเจ้าอย่างแน่นอน และข้าจะให้พวกเจ้าเข้าสู่สรวงสวรรค์ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่างของมัน ดังนั้นผู้ใดที่ปฏิเสธศรัทธาในหมู่พวกเจ้า หลังจากนั้นแล้ว แน่นอนเขาได้หลงไปจากทางที่ถูกต้องแล้ว”
13แต่เนื่องจากการที่พวกเขาทำลายพันธสัญญาของพวกเขา เราจึงได้สาปแช่งพวกเขา และเราได้ทำให้หัวใจของพวกเขาแข็งกระด้าง พวกเขากระทำการบิดเบือนบรรดาถ้อยคำให้ออกจากที่ที่แท้จริงของมัน (ทั้งด้วยการเปลี่ยนคำและเปลี่ยนความหมาย) และพวกเขาลืม (ละทิ้งไม่สนใจ) สิ่งที่พวกเขาได้รับการเตือนไว้ และเจ้า (มุฮัมหมัด) ย่อมมองเห็นการทรยศที่พวกเขากระทำ เว้นแต่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น (ที่ไม่ทรยศหักหลัง) ดังนั้น จงให้อภัยและจงยกโทษให้พวกเขาเถิด เพราะแท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้ที่มุ่งมั่นในการทำความดีทั้งหลาย
14และในหมู่บรรดาผู้ที่กล่าวว่า "แท้จริงเราเป็นคริสเตียน" เราก็ได้ทำพันธสัญญากับพวกเขา แต่พวกเขาลืมส่วนหนึ่งจากสิ่งที่พวกเขาถูกตักเตือนไว้ด้วยสัญญานั้น ดังนั้นเราได้ปลูกฝังความเป็นปฏิปักษ์และความเกลียดชังในหมู่พวกเขาจนกระทั่งวันกิยามะฮ์ และอัลลอฮ์จะทรงบอกพวกเขาถึงสิ่งที่พวกเขาได้กระทำกัน
15โอ้ชาวคัมภีร์! แท้จริงเราะซูลของเรา (มุฮัมหมัด) ได้มายังพวกเจ้าแล้ว โดยเขาจะอธิบายแก่พวกเจ้าอย่างมากมายที่พวกเจ้าได้ซ่อนไว้จากคัมภีร์ และเขาจะงดเว้นไว้มากมาย แท้จริงแสงสว่างจากอัลลอฮ์ และคัมภีร์อันชัดแจ้งนั้นได้มายังพวกเจ้าแล้ว
16ด้วยคัมภีร์นั้นแหละ อัลลอฮ์จะทรงชี้นำผู้ที่ปฏิบัติตามความพึงพระทัยของพระองค์ ซึ่งบรรดาทางแห่งความปลอดภัย และจะทรงให้พวกเขาออกจากความมืดไปสู่แสงสว่างด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ และจะทรงชี้นำพวกเขาสู่ทางอันเที่ยงตรง
17แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่า "แท้จริงอัลลอฮ์นั้นคือ อัลมะซีห์ บุตรของมัรยัม" จงกล่าวเถิด (มุฮัมหมัด) ว่า "(คำกล่าวอ้างนั้นไม่เป็นความจริง) แล้วใครเล่าจะมีอำนาจขัดขวางความประสงค์ของอัลลอฮ์ได้ หากพระองค์ประสงค์จะทำลายอัลมะซีห์ บุตรของมัรยัม และมารดาของเขา และมนุษย์ทั้งมวลในโลกนี้?” อำนาจแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสอง พระองค์ทรงสร้างสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอำนาจเหนือทุกสิ่ง
18และบรรดาชาวยิวและชาวคริสเตียนได้กล่าวว่า "พวกเราคือบุตรของอัลลอฮ์ และเป็นคนที่พระองค์ทรงรัก" จงกล่าวเถิด "แล้วไฉนเล่าพระองค์จึงทรงลงโทษพวกเจ้า เนื่องด้วยความผิดทั้งหลายของพวกเธอ? ไม่ใช่เช่นนั้นดอก! พวกเจ้าเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่พระองค์ทรงสร้างมาต่างหาก พระองค์ทรงอภัยโทษแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงลงโทษผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอํานาจแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ในระหว่างทั้งสองนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์เท่านั้น และยังพระองค์เท่านั้นคือการกลับคืนครั้งสุดท้าย”
19โอ้ ชาวคัมภีร์! แท้จริงเราะซูลของเราได้มายังพวกเจ้าแล้ว โดยที่เขาจะอธิบายแก่พวกเจ้า ภายหลังจากการเว้นช่วงจากบรรดาเราะซูล ทั้งนี้ เนื่องจากการที่พวกเจ้ากล่าวว่า "ไม่เคยมีผู้แจ้งข่าวดีหรือผู้ตักเตือนคนใดมายังพวกเรา" แท้จริงได้มีผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือนมายังพวกเจ้าแล้ว และอัลลอฮ์นั้นทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง
20และ (จงเตือนพวกเขาเถิด โอ้ มุฮัมหมัด) ขณะที่มูซาได้กล่าวแก่หมู่ชนของเขาว่า “โอ้ หมู่ชนของฉัน! จงรำลึกถึงพระคุณของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเจ้า เมื่อพระองค์ทรงให้มีบรรดานบีเกิดขึ้นในหมู่พวกเจ้า และพระองค์ทรงทำให้พวกเจ้าเป็นกษัตริย์ (เป็นอิสระหลังจากที่ตกเป็นทาสของฟิรเอาน์) และพระองค์ทรงประทานให้แก่พวกเจ้าซึ่งสิ่งที่ไม่เคยให้แก่ผู้ใดในโลกนี้ (ในขณะนั้น)"
21(มูซากล่าวแก่หมู่ชนของเขาอีกว่า) "โอ้ หมู่ชนของฉัน จงเข้าไปในดินแดนอันบริสุทธิ์เถิด (ปาเลสไตน์) ที่อัลลอฮ์ได้ทรงกําหนดให้แก่พวกเจ้าเถิด และจงอย่าหันหลังของพวกเจ้ากลับ (เพราะหากพวกเจ้าหันหลังกลับ) พวกเจ้าก็จะเป็นผู้ขาดทุน"
22พวกเขากล่าวว่า "โอ้มูซา แท้จริงในแผ่นดินอันบริสุทธิ์นั้น มีพวกที่โหดเหี้ยม และพวกเราจะไม่เข้าไปในแผ่นดินนั้นเป็นอันขาด จนกว่าพวกเขาจะออกไปจากที่นั้น ดังนั้น ถ้าพวกเขาออกไปจากที่นั้นแล้ว พวกเราจึงจะเป็นผู้เข้าไป"
23มีชายสองคนในหมู่ผู้ยำเกรง ซึ่งอัลลอฮ์ทรงโปรดปรานแก่เขาทั้งสอง ได้กล่าวว่า "จงเข้าโจมตีพวกเขาทางประตูนั้น เพราะเมื่อเจ้าเข้าไปในประตูนั้น พวกเจ้าจะเป็นผู้ชนะอย่างแน่นอน และแด่อัลลอฮ์นั้นพวกเจ้าจงมอบหมายเถิด หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง"
24พวกเขากล่าวว่า “โอ้ มูซา แท้จริงพวกเราจะไม่เข้าไปในแผ่นดินนั้นโดยเด็ดขาด ตราบใดที่พวกเขายังคงอยู่ที่นั้น ดังนั้น เจ้าจงไปกับพระผู้อภิบาลของเจ้า และจงต่อสู้ (กับพวกเขา) พวกเราจะนั่งอยู่ที่นี่”
25มูซากล่าว (วิงวอนต่ออัลลอฮ์) ว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของข้า! แท้จริงข้าไม่สามารถควบคุมได้นอกจากตัวข้าเองและพี่ชายของข้าเท่านั้น ดังนั้น โปรดแยกเราออกจากหมู่ชนคนชั่วเหล่านั้นด้วยเถิด”
26พระองค์ตรัสว่า“แท้จริง แผ่นดินนี้นี้จะเป็นที่ต้องห้ามแก่พวกเขาสี่สิบปี ซึ่งพวกเขาจะต้องระเหเร่ร่อนไปในผืนแผ่นดิน ดังนั้นเจ้าจงอย่าเสียใจต่อหมู่ชนผู้ละเมิดเหล่านี้เลย”
27และจงเล่าให้พวกเขา (ยิว) ฟัง ถึงความจริงเกี่ยวกับบุตรชายทั้งสองของอาดัม เมื่อครั้งที่ทั้งสองได้พลีเครื่องพลี แล้วเครื่องพลีนั้นก็ถูกรับจากคนหนึ่งในสอง และมันไม่ได้ถูกรับจากอีกคนหนึ่ง เขาจึงได้กล่าวว่า “ฉันจะฆ่าเจ้า” เขากล่าวว่า “อัลลอฮ์จะทรงรับจากบรรดาผู้มีความยำเกรงเท่านั้น”
28“หากเจ้ายื่นมือของเจ้ามายังฉัน เพื่อจะฆ่าฉัน ฉันก็จะไม่ยื่นมือของฉันไปยังเจ้า เพื่อจะฆ่าเจ้า แท้จริง ฉันกลัวอัลลอฮ์ พระเจ้าแห่งสากลโลก”
29“แท้จริงฉันต้องการที่จะให้เจ้านำบาปของฉันและบาปของเจ้ากลับไป แล้วเจ้าก็จะกลายเป็นคนหนึ่งในหมู่ชาวนรก และนั่นแหละคือการตอบแทนแก่บรรดาผู้อธรรม”
30ดังนั้นตัณหา (กอบีล) จึงผลักดันเขา (จนเขาโกรธ) ให้ฆ่าน้องชายของเขา แล้วเขาก็ฆ่าเขา ดังนั้นเขาจึงเป็นหนึ่งในหมู่ผู้ขาดทุน
31จากนั้นอัลลอฮ์ก็ส่งนกกามาขุดดินเพื่อแสดงให้เขาเห็นถึงวิธีการฝังศพน้องชายของเขา เขากล่าวว่า “ฉันไม่สามารถที่จะเป็นเช่นกาตัวนี้แล้วกลบศพน้องชายของฉันเชียวหรือนี่?! แล้วเขาก็กลายเป็นคนหนึ่งในหมู่ผู้ตรอมใจ”
32เนื่องจากเหตุนั้น เราจึงได้บัญญัติแก่วงศ์วานของอิสรออีลว่าแท้จริงผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่งโดยมิใช่เป็นการชดเชยอีกชีวิตหนึ่ง หรือมิใช่เพราะเขาก่อความเสียหายในแผ่นดิน ก็ประหนึ่งว่าเขาได้ฆ่ามนุษย์ทั้งมวล และผู้ใดไว้ชีวิตหนึ่ง ก็ประหนึ่งว่าเขาไว้ชีวิตมนุษย์ทั้งมวล และแท้จริงบรรดาเราะซูลของเราได้มายังพวกเขาพร้อมด้วยบรรดาหลักฐานอันชัดเจน แล้วหลังจากนั้น ส่วนมากของพวกเขาก็ได้ทำความชั่วในแผ่นดินจนเกินขอบเขตจริงๆ
33แท้จริง การลงโทษเดียวแก่บรรดาผู้ที่ต่อสู้กับอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ และก่อความหายนะบนหน้าแผ่นดินก็คือ พวกเขาถูกฆ่าหรือถูกตรึงกางเขน หรือถูกตัดมือและเท้าตามแนวขวาง (มือขวาและเท้าซ้ายหรือในทางกลับกัน) หรือถูกเนรเทศออกจากแผ่นดิน นั่นคือความอัปยศแก่พวกเขาในโลกนี้ และในปรโลกพวกเขาจะได้รับความทุกข์ทรมานอันใหญ่หลวง
34นอกจากบรรดาผู้กลับเนื้อกลับตัวก่อนที่พวกเจ้าจะสามารถควบคุมพวกเขาได้ ดังนั้นจงรู้เถิดว่าอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษและทรงเมตตาเสมอ
35โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงยำเกรงต่ออัลลอฮ์เถิด และแสวงหาหนทางแห่งการใกล้ชิดต่อพระองค์ และจงต่อสู้ในหนทางของพระองค์ เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ
36แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น หากพวกเขามีสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินทั้งหมด และมีเยี่ยงนั้นอีกรวมกัน เพื่อจะใช้มันไถ่ตัวให้พ้นจากการลงโทษในวันกิยามะฮ์แล้ว มันก็จะไม่ถูกรับจากพวกเขา และสำหรับพวกเขานั้นคือการลงโทษอันเจ็บแสบ
37พวกเขาปรารถนาที่จะออกจากไฟนรก แต่พวกเขาก็ไม่อาจที่จะออกจากมันได้ และพวกเขานั้นจะได้รับการลงโทษตลอดไป
38และขโมยชายและขโมยหญิงนั้นจงตัดมือของเขาทั้งสอง ทั้งนี้เพื่อเป็นการลงโทษในสิ่งที่ทั้งสองนั้นได้กระทำไว้ เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างการลงโทษจากอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์คือผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ
39แล้วผู้ใดสำนึกผิดหลังจากการอธรรมของเขา และแก้ไขปรับปรุงแล้ว แท้จริงอัลลอฮ์จะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์คือผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
40เต้าไม่รู้หรือว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้น ทรงมีอํานาจในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน พระองค์จะทรงลงโทษผู้ใดที่พระองค์ทรงประสงค์ และจะทรงอภัยโทษแก่ผู้ใดที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮ์คือผู้ทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง
41โอ้เราะซูลเอ๋ย จงอย่าให้เป็นที่เสียใจแก่เจ้าซึ่งบรรดาผู้ที่รีบเร่งในการปฏิเสธศรัทธาจากหมู่ผู้ที่กล่าวด้วยปากของพวกเขาว่า พวกเราศรัทธาแล้ว โดยที่หัวใจของพวกเขามิได้ศรัทธา และจากหมู่ผู้ที่เป็นยิว โดยที่พวกเขาชอบฟังคำมุสา พวกเขาชอบฟังเพื่อพวกอื่นที่มิได้มุ่งหาเจ้า พวกเขาบิดเบือนบรรดาถ้อยคำหลังจาก (ที่มันถูกวางใน) ที่ของมัน พวกเขากล่าวว่า หากพวกเจ้าได้รับสิ่งนี้ก็จงเอามันไว้ และถ้าหากพวกเจ้ามิได้รับมันก็จงระวัง และผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ซึ่งการทดสอบเขาแล้ว ดังนั้น เจ้าก็ไม่มีสิทธิแต่อย่างใดจากอัลลอฮ์ที่จะช่วยเหลือเขาได้ ชนเหล่านั้น คือผู้ที่อัลลอฮ์มิทรงประสงค์จะให้หัวใจของพวกเขาสะอาด โดยที่พวกเขาจะได้รับความอัปยศในโลกนี้ และจะได้รับการลงโทษอันมหันต์ในปรโลก
42พวกเขาชอบฟังคำมุสา ชอบกินสิ่งต้องห้าม ถ้าหากพวกเขามาหาเจ้า ก็จงตัดสินระหว่างพวกเขา หรือไม่ก็ผินหลังให้แก่พวกเขาเสีย และถ้าหากเจ้าผินหลังให้แก่พวกเขา พวกเขาก็จะไม่อาจทำอันตรายใด ๆ แก่เจ้าได้อย่างสิ้นเชิง และหากเจ้าตัดสิน ก็จงตัดสินระหว่างพวกเขาด้วยความยุติธรรม แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ยุติธรรมเสมอ
43และอย่างไรเล่าที่พวกเขาจะให้เจ้าตัดสินทั้งๆ ที่พวกเขามีคัมภีร์อัตเตารอตอยู่ ซึ่งในนั้นมีข้อตัดสินของอัลลอฮ์อยู่แล้วภายหลังจากนั้น พวกเขาก็ผินหลังให้ ชนเหล่านั้น หาใช่เป็นผู้ศรัทธาไม่
44แท้จริงเราได้ประทานคัมภีร์อัตเตารอตลงมา โดยที่ในนั้นมีข้อชี้นำ และแสงสว่าง ซึ่งบรรดานบีที่สวามิภักดิ์ได้ใช้มันตัดสินบรรดาผู้ที่เป็นยิว และบรรดาผู้ที่รู้ในอัลลอฮ์แล้ว และนักปราชญ์ทั้งหลายก็ได้ใช้มันตัดสิน เนื่องด้วยสิ่งที่พวกเขาได้รับมอบหมายให้รักษาไว้ (นั่นคือ) คัมภีร์ของอัลลอฮ์ และพวกเขาก็เป็นพยานยืนยันในคัมภีร์นั้นด้วย ดังนั้นพวกเจ้า จงอย่ากลัวมนุษย์แต่จงกลัวข้าเถิด และจงอย่าแลกเปลี่ยนบรรดาโองการของข้ากับผลประโยชน์ที่มีราคาอันเล็กน้อย และผู้ใดที่มิได้ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแล้ว ชนเหล่านั้นคือผู้ปฏิเสธการศรัทธา
45และเราได้บัญญัติแก่พวกเขาไว้ในคัมภีร์นั้นว่า ชีวิตด้วยชีวิต และตาด้วยตา และจมูกด้วยจมูก และหูด้วยหู และฟันด้วยฟัน และบรรดาบาดแผลก็ให้มีการชดเชยเยี่ยงเดียวกัน และผู้ใดให้การชดเชยนั้นเป็นทาน มันก็เป็นสิ่งลบล้างบาปของเขา และผู้ใดมิได้ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแล้ว ชนเหล่านั้นคือผู้อธรรม
46และเราได้ให้อีซา บุตรของมัรยัมได้เดินตามรอยในการสานต่อซึ่งงานต่างๆ (ของบรรดานบีแห่งวงศ์วานอิสรออีล) โดยเป็นผู้ยืนยันสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเขา คือ อัต-เตารอต และเราได้ให้อัล-อินญีลแก่เขาซึ่งในนั้นมีคำชี้นำและแสงสว่าง และเป็นที่ยืนยันสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเขา คือ อัต-เตารอต และเป็นคำชี้นำ และคำตักเตือนแก่บรรดาผู้ยำเกรงทั้งหลาย
47และบรรดาผู้ที่ได้รับอัล-อินญีลก็จงตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาในนั้น และผู้ใดที่มิได้ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแล้ว พวกเขาเหล่านั้น คือผู้ที่ละเมิด
48และเราได้ประทานคัมภีร์(อัลกุรอาน)ลงมาแก่เจ้าด้วยความจริงเพื่อเป็นการยืนยันถึงความจริงของคัมภีร์ที่อยู่เบื้องหน้ามันและปกป้องคัมภีร์นั้น ดังนั้นเจ้าจงตัดสินระหว่างพวกเขา ด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาเถิด และจงอย่าปฏิบัติตามความปรารถนาของพวกเขา ด้วยการออกจากความจริงที่ได้มายังเจ้า สำหรับแต่ละประชาชาติในหมู่พวกเจ้านั้นเราได้ให้มีบทบัญญัติและแนวทางไว้ และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์แล้วแน่นอนก็ทรงให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติเดียวกันแล้ว แต่ทว่าเพื่อที่จะทรงทดสอบพวกเจ้าในสิ่งที่พระองค์ได้ประทานแก่พวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงแข่งขันกันในความดีทั้งหลายเถิด ยังอัลลอฮ์นั้นคือ การกลับไปของพวกเจ้าทั้งหมด แล้วพระองค์จะทรงแจ้งให้พวกเจ้าทราบในสิ่งที่พวกเจ้ากำลังขัดแย้งกันในสิ่งนั้น
49และเจ้าจงตัดสินระหว่างพวกเขาด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาเถิด และจงอย่าปฏิบัติตามความใคร่ใฝ่ต่ำของพวกเขา และจงระวังพวกเขาให้ดี เพราะพวกเขาจะจูงใจเจ้าให้เขวออกจากบางสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแก่เจ้า แล้วถ้าหากพวกเจ้าผินหลังให้ ก็พึงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงประสงค์ที่จะลงโทษพวกเขาตามความผิดบางอย่างที่พวกเขาได้กระทำ และแท้จริง ส่วนใหญ่ของมนุษย์นั้นเป็นผู้ละเมิด
50ข้อตัดสินสมัยญาฮิลีญะฮ์ กระนั้นหรือที่พวกเขาปรารถนา และใครเล่าที่จะมีข้อตัดสินดียิ่งกว่าอัลลอฮ์สำหรับกลุ่มชนที่เชื่อมั่น
51โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าได้เอาชาวยิวและชาวคริสต์มาเป็นมิตร บางส่วนของพวกเขาคือมิตรของอีกบางส่วน และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเอาพวกเขามาเป็นมิตร แน่นอนผู้นั้นก็เป็นคนหนึ่งในพวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์นั้นไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนที่อธรรม
52แล้วเจ้าจะได้เห็นบรรดาผู้ที่ในหัวใจของพวกเขามีโรค ต่างรีบเร่งกันไปอยู่ในหมู่พวกเขา โดยกล่าวว่า พวกเรากลัวภัยพิบัติ จะเวียนมาประสบแก่พวกเรา อาจเป็นไปได้ว่าอัลลอฮ์นั้นจะทรงนำมาซึ่งชัยชนะ หรือไม่ก็นำพระบัญชาอย่างหนึ่งอย่างใดมาจากที่พระองค์ แล้วพวกเขาก็กลายเป็นผู้เสียใจต่อสิ่งที่พวกเขาปกปิดไว้ในใจของพวกเขา
53และบรรดาผู้ศรัทธากล่าวว่า ชนเหล่านี้หรือ คือผู้ที่สาบานต่ออัลลอฮ์อย่างจริงจังว่า แท้จริงพวกเขานั้นจะร่วมอยู่กับพวกเจ้า การงานของพวกเขานั้นไร้ผล แล้วพวกเขาก็กลายเป็นผู้ขาดทุน
54โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ผู้ใดในหมู่พวกเจ้ากลับออกจากศาสนาของพวกเขาไป อัลลอฮ์ก็จะทรงนำมาซึ่งพวกหนึ่ง ที่พระองค์ทรงรักพวกเขาและพวกเขาก็รักพระองค์ เป็นผู้นอบน้อมถ่อมตนต่อบรรดาผู้ศรัทธา แข็งกร้าวต่อบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา พวกเขาจะเสียสละและต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์ และไม่กลัวการตำหนิของผู้ตำหนิคนใด นั่นคือความโปรดปรานของอัลลอฮ์ซึ่งพระองค์จะทรงประทานมันแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงรอบรู้
55แท้จริงผู้ที่เป็นมิตรของพวกเจ้านั้น คืออัลลอฮ์ และเราะซูลของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธาที่ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และชำระซะกาตและขณะเดียวกันพวกเขาก็เป็นผู้นอบน้อม
56และผู้ใดที่ยึดอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธาเป็นผู้ช่วยเหลือ (เขาจะได้รับชัยชนะ) เพราะแท้จริงพรรคของอัลลอฮ์นั้นเป็นกลุ่มผู้ชนะอย่างแน่นอน
57โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงอย่าเอาบรรดาผู้ที่ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าเป็นการเยาะเย้ยและการล้อเล่น จากบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ก่อนหน้าพวกเจ้าและบรรดาผู้ตั้งภาคีเหล่านั้น เป็นผู้ช่วยเหลือ และจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง
58และเมื่อพวกเจ้าได้เรียกร้องไปสู่การละหมาด พวกเขาก็ถือเอาการละหมาดเป็นการเย้ยหยันเป็นการล้อเล่น นั่นก็เพราะพวกเขาเป็นพวกที่ไม่ใช้ปัญญา
59จงกล่าวเถิดว่า "โอ้ ชาวคัมภีร์ พวกเจ้ามิได้ตำหนิติเตียนและปฏิเสธพวกเรา (เพราะอื่นใด) นอกจากว่าพวกเราศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เรา และสิ่งที่ถูกประทานลงมาก่อนแล้วเท่านั้น และแท้จริงส่วนมากของพวกเจ้านั้นเป็นผู้ละเมิด"
60จงกล่าวเถิดว่า: "พวกเจ้าอยากให้ฉันบอกพวกเจ้าเกี่ยวกับสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้น ณ ที่อัลลอฮ์หรือไหม?" พวกเขาคือกลุ่มชนที่ถูกอัลลอฮ์สาปแช่ง และทรงกริ้วต่อพระองค์ และกลุ่มชนที่ถูกสร้างเป็นลิงและสุกร และผู้เคารพสักการะฏอฆูตในหมู่พวกเขา เหล่านี้คือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่เลวร้ายกว่าและหลงทางที่ถูกต้องมากกว่า”
61และเมื่อเขาเหล่านั้น มาหาพวกเจ้า พวกเขาก็กล่าวว่า เราศรัทธาแล้ว ทั้งๆ ที่โดยแท้จริงนั้น พวกเขาเข้ามาในสภาพผู้ปฏิเสธศรัทธา และขณะที่พวกเขาออกไปก็ในสภาพนั้นเช่นกัน และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรู้ยิ่งในสิ่งที่พวกเขาปกปิด
62และเจ้าจะได้เห็นถึงส่วนใหญ่ในหมู่พวกเขาต่างรีบเร่งกันในการทำบาป และการเป็นศัตรูกัน และการที่พวกเขากินสิ่งที่เป็นที่ต้องห้าม ช่างเลวจริงๆ สิ่งที่พวกเขากระทำกัน
63ไฉนเล่าผู้ที่รู้แจ้งในอัลลอฮ์และนักปราชญ์เหล่านั้นจึงไม่ห้ามพวกเขา ในการที่พวกเขาพูดสิ่งที่เป็นบาป และในการที่พวกเขากินสิ่งที่ต้องห้ามช่างเลวจริงๆ สิ่งที่พวกเขาทำกัน
64และชาวยิวกล่าวว่า: "พระหัตถ์ของอัลลอฮ์ถูกล่ามตรวนไว้ (ตระหนี่)" มือของพวกเขาต่างหากที่ถูกล่ามไว้ และพวกเขาถูกสาปแช่งเพราะสิ่งที่พวกเขาพูด(คือพระหัตถ์ของอัลลอฮ์นั้นถูกล่ามตรวนไว้) แต่พระหัตถ์ทั้งสองของพระองค์นั้นแบออกอยู่เสมอ พระองค์จะทรงจ่ายตามที่พระองค์ทรงประสงค์ และแท้จริงสิ่งที่ได้ถูกประทานลงมาแก่เจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้านั้น จะทำให้ส่วนมากของพวกเขาเป็นผู้ฝ่าฝืนและปฏิเสธศรัทธาเพิ่มมากขึ้น และเราได้ปลูกฝังความเป็นปฏิปักษ์และความเกลียดชังระหว่างพวกเขาจนถึงวันกิยามะฮ์ ทุกครั้งที่พวกเขาจุดไฟแห่งสงคราม อัลลอฮ์ก็จะทรงดับไฟนั้น และพวกเขาจะพยายามบ่อนทำลายในแผ่นดินต่อไป ขณะที่อัลลอฮ์ไม่ทรงชอบบรรดาผู้บ่อนทำลาย
65และหากชาวคัมภีร์ได้ศรัทธาและยำเกรงต่ออัลลอฮ์แล้ว แน่นอนเราจะลบล้างความผิดของพวกเขาออกจากพวกเขา และแน่นอนเราจะให้พวกเขาเข้าสวรรค์อันสำราญ
66และหากพวกเขายึดมั่นต่อคัมภีร์เตารอตและอินญีล และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเขาจากพระผู้อภิบาลของพวกเขาแล้ว (อัลกุรอาน) แน่นอนพวกเขาก็จะได้บริโภคจากเบื้องบนของพวกเขาและจากเบื้องล่างใต้เขาของพวกเขา ในหมู่พวกเขานั้นมีชนเผ่าที่ชอบธรรม และส่วนใหญ่จากพวกเขามักจะกระทำความชั่วอยู่เสมอ
67โอ้เราะซูลเอ๋ย จงประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้าเถิด และหากเจ้าไม่กระทำเช่นนั้น ก็แสดงว่าเจ้าไม่ได้ประกาศสาส์นของพระองค์ และอัลลอฮ์จะทรงปกป้องเจ้าให้พ้นจาก (ความชั่วของ) มนุษย์ แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงชี้นำแก่กลุ่มผู้ปฏิเสธศรัทธา
68จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า “โอ้ ชาวคัมภีร์! พวกเจ้าไม่ได้ยืนหยัดบนศาสนาใด ๆ จนกว่าพวกเจ้าจะยึดมั่นในคำสอนของคัมภีร์เตารอตและอินญีล และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเจ้าจากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า (อัลกุรอาน)" และแท้จริงสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้า (โอ้ มูฮัมหมัด) จากพระผู้อภิบาลของเจ้า จะทำให้พวกเขาส่วนใหญ่เกิดการฝ่าฝืนและการปฏิเสธศรัทธามากขึ้น ฉะนั้นอย่าเสียใจกับหมู่ชนที่ปฏิเสธศรัทธา
69แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธา และบรรดาผู้ที่เป็นยิว และบรรดาอัศ-ซอบิอีน และบรรดาผู้ที่เป็นคริสเตียนนั้น ผู้ใดก็ตามที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และวันปรโลก พร้อมกับประกอบคุณงามความดีแล้ว ดังนั้นพวกเขาจะไม่มีความหวาดกลัวใดๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา และพวกเขาจะไม่ระทมเสียใจ
70แท้จริงเราได้ทำพันธสัญญากับวงศ์วานของอิสรออีล และเราได้ส่งบรรดาเราะซูลมายังพวกเขา ทุกครั้งที่มีเราะซูลมายังพวกเขาโดยนำสิ่งไม่เป็นที่ปรารถนามาให้พวกเขา ดังนั้น เราะซูลบางคนพวกเขาปฏิเสธศรัทธา และ (เราะซูลอีกบางคน) พวกเขาก็จะฆ่าเสีย
71และพวกเขาคิดว่าจะไม่มีภัยใดๆ เกิดขึ้น (กับพวกเขาจากการฆ่าบรรดานบี) ดังนั้น พวกเขาจึงตาบอดและหูหนวก แล้วอัลลอฮ์ก็ทรงตอบรับการสำนึกผิดของพวกเขา แล้วส่วนใหญ่ของพวกเขาก็ตาบอดและหูหนวกอีก และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเห็นในสิ่งที่พวกเขากระทำ
72แท้จริง! บรรดาผู้ที่กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮ์นั้น คืออัลมะซีห์ บุตรของ มัรยัม” ได้ตกเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา แม้ว่าอัลมะซีห์จะกล่าวว่า: “โอ้ วงศ์วานของอิสรออีล! จงเคารพสักการะอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของฉัน และพระผู้อถิบาลของพวกเจ้าเถิด เพราะแท้จริง ผู้ใดตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ แน่นอนอัลลอฮ์จะทรงให้สวรรค์เป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา และที่พำนักของเขานั้นคือนรก และสำหรับบรรดาผู้อธรรมนั้นย่อมไม่มีผู้ช่วยเหลือ"
73แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเป็นหนึ่งในสามพระเจ้า” เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา และไม่มีพระเจ้าอื่นใด (ที่สมควรได้รับการเคารพสักการะ) เว้นแต่พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น และหากพวกเขาไม่หยุดสิ่งที่พวกเขากล่าวไว้นั้น แน่นอนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจากพวกเขานั้นจะถูกลงโทษอันเจ็บแสบ
74พวกเขาจะไม่สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวต่ออัลลอฮ์ และขออภัยโทษต่อพระองค์กระนั้นหรือ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษผู้ทรงเมตตาเสมอ
75อัลมะซีห์ บุตรของมัรยัมนั้นมิใช่ใครอื่นนอกจากเป็นเราะซูลคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก่อนหน้าเขาก็มีบรรดาเราะซูลมาแล้ว และมารดาของเขานั้นคือหญิงที่มีสัจจะวาจา ซึ่งทั้งสองนั้นรับประทานอาหาร จงดูเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่าอย่างไรเล่าที่เราได้แจกแจงโองการต่าง ๆ แก่พวกเขา? และจงดูเถิดว่าอย่างไรเล่าพวกเขาจึงถูกหันเหไปได้
76จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "พวกเจ้าจะเคารพสักการะอื่นจากอัลลอฮ์ ซึ่งสิ่งที่ไม่มีอำนาจในการทำอันตรายใดๆ และให้ประโยชน์ใดๆ แก่พวกเจ้ากระนั้นหรือ?!" และอัลลอฮ์นั้นคือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้
77จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) "โอ้ ชาวคัมภีร์! จงอย่าปฏิบัติให้เกินขอบเขตในศาสนาของพวกเจ้า โดยปราศจากความเป็นจริง และจงอย่าปฏิบัติตามความปรารถนาของพวกหนึ่งพวกใดที่พวกเขาได้หลงผิดมาก่อนแล้ว และได้ทำให้ผู้คนมากมายหลงผิดด้วย และพวกเขาก็ได้หลงผิดไปจากทางอันเที่ยงตรง
78บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจากวงศ์วานของอิสรออีลนั้น ได้ถูกสาปแช่งด้วยคำพูดของดาวูด และอีซา บุตรของมัรยัม นั่นก็เนื่องจากพวกเขาไม่เชื่อฟังและมักจะละเมิดอยู่เสมอ
79พวกเขาไม่ห้ามปรามกันในความชั่วที่พวกเขากระทำกัน ช่างเลวร้ายยิ่งนัก สิ่งที่พวกเขากระทำกัน
80เจ้า (โอ้ มุฮัมหมัด) จะเห็นส่วนมากในหมู่พวกเขานั้นเป็นมิตรกับบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา แท้จริง มันเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากที่พวกเขาได้เตรียมไว้สำหรับพวกเขาเอง (ปรโลก) อันเป็นเหตุให้ความพิโรธของอัลลอฮ์เกิดขึ้นกับพวกเขา และพวกเขาจะอยู่ในการลงโทษตลอดกาล
81และหากพวกเขาศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และนบี และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เขาแล้ว พวกเขาก็จะไม่ยึดเอาพวกเขา (ผู้ปฏิเสธ) เหล่านั้นเป็นมิตร แต่ทว่าส่วนมากในหมู่พวกเขานั้นเป็นผู้ละเมิด
82แน่นอนเจ้า (มุฮัมหมัด) จะพบกับกลุ่มที่เป็นศัตรูอย่างรุนแรงที่สุดสำหรับผู้ศรัทธา นั่นคือชาวยิวและบรรดาผู้ตั้งภาคี และแน่นอนเจ้าจะพบกับผู้ที่มีความรักที่ใกล้ชิดที่สุดกับบรรดาผู้ศรัทธา นั่นคือบรรดาผู้ที่กล่าวว่า "พวกเราเป็นชาวคริสเตียน" นั่นก็เพราะว่าในหมู่พวกเขานั้นมีนักปราชญ์และนักบวช และพวกเขาไม่หยิ่งผยอง
83และเมื่อพวกเขาได้ยินสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เราะซูล เจ้าก็จะเห็นดวงตาของพวกเขาหลั่งน้ำตาออกมา เนื่องจากสิ่งที่พวกเขารู้ถึงความจริง โดยที่พวกเขากล่าวว่า : "โอ้พระผู้อภิบาลของเรา พวกเราได้ศรัทธาแล้ว ดังนั้นโปรดบันทึกพวกเราร่วมกับบรรดาผู้เป็นพยานทั้งหลาย
84“และไม่มีเหตุผลใดที่เราจะไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และความจริงที่มาถึงเรา และเราหวังว่าพระผู้อภิบาลของเราจะให้เราเข้า (สู่สวรรค์) ร่วมกับบรรดาผู้มีคุณธรรมทั้งหลาย”
85ดังนั้นอัลลอฮ์จึงทรงตอบแทนพวกเขาเนื่องด้วยสิ่งที่พวกเขากล่าวไว้ ด้วยสรวงสวรรค์ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลอยู่ภายใต้สวนเหล่านั้น โดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล และนั่นคือการตอบแทนแก่บรรดาผู้กระทำความดี
86และบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา และไม่เชื่อต่อบรรดาโองการของเรา ชนเหล่านั้นคือชาวนรก
87โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าอย่าได้ทำให้สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงอนุมัติแก่พวกเจ้า กลายเป็นสิ่งที่ต้องห้าม และจงอย่าละเมิด (ขอบเขตที่กำหนดไว้) แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงชอบบรรดาผู้ที่ละเมิด
88และพวกเจ้าจงบริโภคสิ่งที่อนุมัติที่ดี ๆ จากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานเป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้า และพึงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ผู้ที่พวกเจ้าศรัทธาต่อพระองค์เถิด
89อัลลอฮ์จะไม่ทรงเอาโทษพวกเจ้าเนื่องด้วยถ้อยคำที่ไร้สาระที่เป็นคำสาบานของพวกเจ้า (ที่ไม่ได้ตั้งใจ) แต่ทว่าพระองค์จะทรงเอาโทษพวกเจ้าเนื่องด้วยคำสาบานที่พวกเจ้าจงใจไว้ ดังนั้นการไถ่โทษมันนั้นคือการให้อาหารแก่คนยากจนสิบคน นั่นคือ จากอาหารของผู้ที่มีฐานะปานกลางที่พวกเจ้าให้รับประทานแก่ผู้ที่อาศัยในเมืองของพวกเจ้า หรือให้เสื้อผ้า หรือปล่อยทาส (ที่เป็นผู้ศรัทธา) คนหนึ่งให้เป็นอิสระ และผู้ใดไม่มี (ทั้งสามประการนี้) ก็ให้ทำการถือศีลอดเป็นเวลาสามวัน นั่นคือการไถ่โทษต่อคำสาบานของพวกเจ้าเมื่อพวกเจ้าสาบาน (และได้ฝ่าฝืนมัน) และจงรักษาคำสาบานของพวกเจ้า ในทำนองนั้นแหละอัลลอฮ์ทรงชี้แจงโองการต่างๆ ของพระองค์แก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจักขอบคุณ
90โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย แท้จริงของมึนเมา การพนัน รูปเคารพ (เพื่อการเซ่นไหว้เวลาเชือดสัตว์) และการเสี่ยงติ้วนั้น ล้วนเป็นสิ่งโสมมอันเกิดจากการกระทำของชัยฏอน ดังนั้นพวกเจ้าจงหลีกเลี่ยงจากการกระทำเหล่านั้นเสีย เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ประสบความสำเร็จ
91แท้จริงชัยฏอนตั้งใจที่จะสร้างการเป็นศัตรูกันและความเกลียดชังระหว่างพวกเจ้า ผ่านทางสิ่งมึนเมา และการพนัน และขัดขวางไม่ให้พวกเจ้ารำลึกถึงอัลลอฮ์และการละหมาด แล้วพวกเจ้าจะไม่ยุติหรือ?
92และพวกเจ้าจงเชื่อฟังอัลลอฮ์ และจงเชื่อฟังเราะซูลเถิด และจงระมัดระวัง (อย่าฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์) เพราะหากพวกเจ้าผินหลังให้ ก็จงรู้เถิดว่า แท้จริงหน้าที่ของเราะซูลของเรานั้นคือการเผยแผ่อย่างชัดเจนเท่านั้น
93ไม่เป็นบาปอันใดสำหรับผู้ศรัทธาและประกอบคุณงามความดีในสิ่งที่พวกเขาได้บริโภค (สิ่งมึนเมามาแต่ก่อนนั้น) ตราบใดที่พวกเขามีความยำเกรง มีความศรัทธา และประกอบคุณงามความดี แล้วพวกเขาก็ยำเกรงและศรัทธา แล้วพวกเขาก็ยำเกรงและกระทำความดี และอัลลอฮ์ทรงรักผู้กระทำความดีทั้งหลาย
94โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย แน่นอนอัลลอฮ์จะทรงทดสอบพวกเจ้า (ขณะที่พวกเจ้าครองอิห์รอม) ด้วยบางสิ่งจากสัตว์ป่าซึ่งมือของพวกเจ้าจับได้ง่าย และหอกของพวกเจ้าพุ่ง (อย่างง่ายดาย) เพื่อที่อัลลอฮ์จะได้ทรงรู้ว่าใครเป็นผู้ที่ยำเกรงพระองค์ในขณะที่พวกเขาไม่เห็นพระองค์ ดังนั้น ผู้ใดที่ละเมิดหลังจากนั้นแล้ว เขาก็จะได้รับโทษอันเจ็บแสบ
95โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าฆ่าสัตว์ล่าในขณะที่พวกเจ้ากำลังครองอิห์รอมอยู่ และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าได้ฆ่ามันโดยเจตนา และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าได้ฆ่ามันโดยเจตนา ดังนั้น การชดเชย นั่นคือด้วยปศุสัตว์ชนิดเดียวกับที่ถูกฆ่า (จากปศุสัตว์) โดยผู้ที่มีความยุติธรรมสองคนในหมู่พวกเจ้าจะตัดสินเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อเป็นสัตว์พลีที่ส่งไปถึงอัลกะอ์บะฮ์ หรือจ่ายกัฟฟาเราะห์ด้วยการให้อาหารแก่คนยากจน (ที่อาศัยในแผ่นดินฮะรอม) หรือโดยการถือศีลอดตามจำนวนอาหารที่มอบให้กับคนยากจน เพื่อเขาจะได้สัมผัสถึงความรู้สึกไม่ดีต่อการกระทำของเขา อัลลอฮ์ทรงอภัยสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และผู้ใดกระทำอีก อัลลอฮ์ก็จะทรงลงโทษเขา และอัลลอฮ์ คือผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงลงโทษ
96เป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้าซึ่งการล่าสัตว์ทะเล และอาหารที่ได้จากทะเล ทั้งนี้เพื่อเป็นสิ่งอำนวยประโยชน์แก่พวกเจ้าและผู้ที่กำลังเดินทาง และได้ถูกห้ามแก่พวกเจ้าซึ่งการล่าสัตว์บกในขณะที่พวกเจ้าครองอิห์รอมอยู่ และจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์เถิด ผู้ที่พวกเจ้าจะถูกรวบรวมไว้ยังพระองค์
97อัลลอฮ์ได้ทรงทำให้อัล-กะอ์บะฮ์ อันเป็นบ้านที่ต้องห้ามนั้น เป็นศูนย์กลาง (แห่งความมั่นคง ด้านการเคารพสักการะและกิจการต่าง ๆ ทางโลก) สำหรับมนุษย์ และ (เช่นเดียวกัน) เดือนต้องห้าม และสัตว์พลี และสัตว์ที่ถูกสวมเครื่องหมายไว้ที่คอเพื่อเป็นสัตว์พลี เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รู้ว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน และแท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ในทุกสิ่ง
98พวกเจ้าพึงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้รุนแรงในการลงโทษ และแท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
99หน้าที่ของเราะซูลนั้นมิใช่อะไรอื่น นอกจากการประกาศให้ทราบเท่านั้น และอัลลอฮ์ทรงรู้สิ่งที่พวกเจ้าเปิดเผย และสิ่งที่พวกเจ้าปกปิดเอาไว้
100จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า “ความชั่วและความดีนั้นย่อมไม่เท่าเทียมกัน แม้ว่าความชั่วที่มากมายนั้นจะเป็นที่ดึงดูดใจเจ้าก็ตาม” ดังนั้นจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด โอ้ บรรดาผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ประสบความสำเร็จ
101โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าถามเกี่ยวกับเรื่องที่หากอธิบายแก่พวกเจ้าแล้วจะทำให้พวกเจ้าลำบากใจ และหากเจ้าถามถึงเรื่องเหล่านั้นในขณะที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา มันก็จะถูกอธิบายแก่พวกเจ้า อัลลอฮ์ทรงอภัย (แก่พวกเจ้า) จาก (ความผิดพลาด) นั้นแล้ว และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงขันติเสมอ
102แท้จริงได้มีชนกลุ่มหนึ่งก่อนหน้าพวกเจ้าได้ถามถึงสิ่งเหล่านั้น แล้วพวกเขาก็กลายเป็นผู้ปฏิเสธสิ่งต่างๆ เหล่านั้น
103อัลลอฮ์มิได้ทรงทำให้มีขึ้น ซึ่งบะฮีเราะฮ์ และซาอิบะฮ์ และวะซีละฮ์ และฮาม แต่ทว่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่างหากที่อุปโลกน์ความเท็จให้แก่อัลลอฮ์ และส่วนมากในหมู่พวกเขานั้น เป็นผู้ไม่ใช้ปัญญา
104และเมื่อมีการกล่าวแก่พวกเขาว่า “เรามาเชื่อฟังสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมา (อัลกุรอาน) และต่อเราะซูลของพระองค์เถิด” พวกเขาตอบว่า “เพียงพอแล้วสำหรับเรา ซึ่งสิ่งที่เราได้รับมาจากบรรพบุรุษของเรา” (พวกเขาจะยังเชื่อฟัง) แม้ว่าบรรพบุรุษของพวกเขาจะไม่รู้อะไรเลยและไม่ได้รับการชี้แนะก็ตามกระนั้นหรือ?
105โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จำเป็นสำหรับพวกเจ้าซึ่งการดูแลตัวของพวกเจ้า (จากการกระทำสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้าม) บรรดาผู้ที่หลงทางจะไม่ทำอันตรายแก่พวกเจ้าได้ หากพวกเจ้าได้รับการชี้นำแล้ว ยังอัลลอฮ์เท่านั้นที่พวกเจ้าทั้งหมดจะกลับไป (ในวันกิยามะฮ์) แล้วพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกเจ้าถึงสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไป
106โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย การเป็นพยานระหว่างพวกเจ้า เมื่อความตายได้มายังผู้ใดในหมู่พวกเจ้า ขณะมีการทำพินัยกรรมนั้น คือสองคนที่เป็นผู้เที่ยงธรรมในหมู่พวกเจ้า หรือคนอื่นสองคนที่มิใช่ในหมู่พวกเจ้า หากพวกเจ้าได้เดินทางไปในผืนแผ่นดินแล้วได้มีเหตุภัยแห่งความตายประสบกับพวกเจ้า โดยที่พวกเจ้าจะต้องกักตัวเขาทั้งสองไว้หลังจากละหมาดแล้วทั้งสองนั้นก็จะสาบานต่ออัลลอฮ์ หากพวกเจ้าสงสัยว่าเราจะไม่นำการสาบานนั้นไปแลกเปลี่ยนกับราคาใด ๆ และแม้ว่าเขาจะเป็นญาติใกล้ชิดก็ตาม และเราจะไม่ปกปิดหลักฐานของอัลลอฮ์ (ถ้ามิเช่นนั้น) แน่นอนเราก็จะอยู่ในหมู่ผู้ที่กระทำบาปโดยทันที
107แล้วหากได้ค้นพบว่าพยานทั้งสองคนนั้นสมควรได้รับโทษ ก็ให้คนอื่นสองคนทำหน้าที่ในตำแหน่งพยานทั้งสองนั้นแทน จากบรรดาผู้ที่มีคนสองคนในหมู่พวกเขาเป็นผู้สมควร แล้วทั้งสองนั้นก็จะสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า แน่นอนการเป็นพยานของเรานั้นสมควรยิ่งกว่าการเป็นพยานของเขาทั้งสอง และเรามิได้ละเมิด (ถ้ามิเช่นนั้น) แน่นอนเราก็จะอยู่ในหมู่ผู้อธรรมโดยทันที
108นั้นแหละคือสิ่งที่ใกล้ยิ่งกว่า ในการที่พวกเขาจะนำมาซึ่งการเป็นพยานตามความเป็นจริงของมัน หรือในการที่พวกเขาเกรงว่า คำสาบานจะถูกปฏิเสธหลังจากที่พวกเขาสาบาน จงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ และจงสดับฟังเถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงชี้นำบรรดาที่เป็นผู้ละเมิดทั้งหลาย
109วันที่อัลลอฮ์จะทรงชุมนุมบรรดาเราะซูล แล้วพระองค์ทรงตรัสว่าสิ่งใดบ้างที่พวกเจ้าได้รับการตอบสนอง พวกเขากล่าวว่า ไม่มีความรู้ใดๆ แก่พวกเราเลย แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ยิ่งในความเร้นลับทั้งหลาย
110(จงรำลึกถึง) ขณะที่อัลลอฮ์ตรัสแก่อีซา บุตรมัรยัม ว่า "จงรำลึกถึงความโปรดปรานของข้าที่มีต่อเจ้าและมารดาของเจ้า ขณะที่ข้าได้สนับสนุนเจ้าด้วยวิญญาณอันบริสุทธิ์โดยที่เจ้าพูดกับผู้คนขณะที่ยังอยู่ในเปล และ(ขณะที่อยู่ใน) วัยฉกรรก์ และขณะที่ข้าได้สอนเจ้า ซึ่งการคัดเขียนและวิทยปัญญาและเตารอฮ์และอินญีล และขณะที่เจ้าสร้างขึ้นจากดินดั่งรูปนกด้วยอนุมัติของข้า แล้วเจ้าก็เป่ามัน แล้วมันก็กลายเป็นนกขึ้นมาจริงด้วยอนุมัติของข้า และเจ้ารักษาคนตาบอดแต่กําเนิด และคนเป็นโรคผิวหนังหายจากโรคด้วยอนุมัติของข้า และขณะที่เจ้าทำให้บรรดาคนตายออกมาด้วยอนุมัติของข้า และขณะที่ข้าได้ยับยั้งวงศ์วานของอิสรออีลออกจากเจ้า เมื่อเจ้านำบรรดาหลักฐานอันชัดแจ้งมายังพวกเขา" แล้วบรรดาผู้ปฏิเสธในหมู่พวกเขาก็กล่าวว่า "สิ่งนี้ไม่ใช่อื่นใดนอกจากมายากลอันชัดแจ้งเท่านั้น"
111และ (จงรำลึกถึง) ขณะที่ข้าได้ดลใจแก่เหล่าฮะวาริยูนว่า "จงศรัทธาต่อข้าและต่อเราะซูลของข้าเถิด" พวกเขากล่าวว่า "พวกเราศรัทธากันแล้ว และโปรดได้ทรงเป็นพยานด้วยว่า แท้จริงพวกเรานั้น เป็นผู้สวามิภักดิ์"
112และ (จงรำลึกถึง) ขณะที่เหล่าหะวารียูนกล่าวว่า “โอ้ อีซา บุตรมัรยัม! พระผู้อภิบาลของเจ้าสามารถที่จะนำสำรับอาหารจากฟากฟ้าลงมาให้เราได้หรือไม่?” อีซากล่าวว่า: "พวกเจ้าจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง"
113พวกเขากล่าวว่า “พวกเราเพียงแต่อยากจะกินจากสำรับนั้นเท่านั้นและเพื่อให้จิตใจของเราสงบมั่น และเพื่อที่เราจะได้รู้อย่างแน่ชัดด้วยว่าแท้จริงท่านได้พูดความจริงแก่เรา และเพื่อที่พวกเราจะได้เป็นพยานยืนยันในเรื่องนั้นด้วย"
114อีซาบุตรมัรยัม ได้กล่าวว่า "โอ้อัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของเรา โปรดประทานสำรับอาหารจากฟากฟ้าลงมาแก่พวกเราด้วยเถิด จะได้เป็นวันรื่นเริงแก่พวกเรา ทั้งผู้ที่อยู่กับพวกเราและผู้ที่ตามหลังพวกเรา และเป็นสัญญาณหนึ่งจากพระองค์ และโปรดประทานปัจจัยยังชีพแก่เรา และพระองค์นั้นคือผู้ประทานปัจจัยยังชีพที่ดีที่สุด"
115อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า “แท้จริง ข้าจะให้สำรับอาหารลงมาแก่พวกเจ้า ดังนั้น ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าปฏิเสธศรัทธาหลังจากนั้นแล้ว แน่นอนข้าจะลงโทษเขาด้วยการลงโทษอันน่าสังเวช ซึ่งข้าไม่เคยลงโทษผู้ใดในสากลโลก”
116และ (จงรำลึกถึง) ขณะที่อัลลอฮ์ตรัสว่า "โอ้ อีซา บุตรมัรยัม! เจ้าเป็นคนบอกแก่ผู้คนว่า 'จงยึดถือฉันและมารดาของฉันเป็นพระเจ้าทั้งสององค์ นอกเหนือจากอัลลอฮ์กระนั้นหรือ'?" เขากล่าวว่า "มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์! มันไม่สมควรดอก ที่ฉันจะกล่าวสิ่งที่ไม่ใช่สิทธิของฉัน หากฉันได้กล่าวสิ่งนั้นไป พระองค์ก็ย่อมทรงรู้ดี เพราะพระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในตัวของฉัน และฉันไม่รู้สิ่งที่อยู่ในพระองค์ แท้จริงพระองค์คือพระผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งเร้นลับทั้งหลาย”
117“ฉันไม่ได้กล่าวแก่พวกเขา เว้นแต่สิ่งที่พระองค์ทรงบัญชาให้ฉันกล่าวเท่านั้น กล่าวคือ 'พวกเจ้าจงเคารพสักการะอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของฉันและพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าเถิด' และฉันย่อมเป็นพยานยืนยันต่อพวกเขา ตราบใดที่ฉันยังอยู่ในหมู่พวกเขา ครั้นเมื่อพระองค์ได้ทรงรับฉันไปแล้ว พระองค์ก็ทรงเป็นผู้ดูแลพวกเขา และพระองค์ทรงเป็นสักขีพยานในทุกสิ่ง”
118“หากพระองค์จะทรงลงโทษพวกเขา พวกเขาก็คือบ่าวของพระองค์ และหากพระองค์จะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา แท้จริงพระองค์ก็คือพระผู้ทรงอำนาจ พระผู้ทรงปรีชาญาณ”
119อัลลอฮ์ตรัสว่า “นี่คือวันที่ความสัตย์จะอํานวยประโยชน์แก่บรรดาผู้สัตย์ซื่อทั้งหลาย พวกเขาจะได้รับสรวงสวรรค์ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน พวกเขาจะอยู่ในนั้นตลอดไป อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยพวกเขา และพวกเขาก็พอใจกับพระองค์ นั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่"
120อำนาจแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และสิ่งที่อยู่ในนั้น และพระองค์ทรงเป็นผู้ทรงอำนาจเหนือทุกสิ่ง