غافر
The Forgiver • 85 ayahs • Meccan
بِسْمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحْمَٰنِ ٱلرَّحِيمِ
1ฮา มีม
2การประทานลงมาแห่งคัมภีร์จากอัลลอฮ์ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงรอบรู้
3ผู้ทรงอภัยในบาป และผู้ทรงรับการขอลุแก่โทษ ผู้ทรงเข้มงวดในการลงโทษ ผู้ทรงเต็มเปี่ยมไปด้วยความโปรดปราน ไม่มีพระเจ้าอื่นใด (ที่ถูกกราบไหว้โดยเที่ยงแท้) นอกจากพระองค์ ยังพระองค์คือการกลับไป
4ไม่มีผู้ใดจะโต้เถียงในโองการทั้งหลายของอัลลอฮ์ (อัลกุรอาน) นอกจากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ดังนั้น อย่าให้การวางมาดของพวกเขาในหัวเมืองต่างๆ เป็นที่หลอกลวงแก่เจ้า
5(เพราะ) ก่อนหน้าพวกเขานั้น หมู่ชนของนูห์ และพลพรรคต่างๆ หลังจากพวกเขาได้กล่าวเท็จมาก่อนแล้ว และทุกๆ ประชาชาติได้ตั้งใจที่จะทำลายล้างเราะซูลของพวกเขาและโต้เถียงด้วยหลักฐานเท็จเพื่อที่จะลบล้างความจริงให้สูญสิ้นไป ดังนั้นข้าจึงได้เอาโทษพวกเขา แล้วเป็นอย่างไรบ้างการลงโทษของข้า
6และเช่นนั้นแหละ ประกาศิตแห่งพระผู้อภิบาลของเจ้าได้เป็นที่สมจริงแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาว่าพวกเขาเป็นชาวนรก
7บรรดาผู้แบกบัลลังก์ และผู้ที่อยู่รอบๆ บัลลังก์ ต่างก็แซ่ซ้องสดุดีด้วยการสรรเสริญพระผูัอภิบาลของพวกเขา และศรัทธาต่อพระองค์ และขออภัยโทษให้แก่บรรดาผู้ศรัทธา ข้าแต่พระผู้อภิบาลของเรา พระองค์ทรงแผ่ความเมตตาและความรอบรู้ไปทั่วทุกสิ่ง ขอพระองค์ทรงโปรดอภัยแก่บรรดาผู้ขอลุแก่โทษ และปฏิบัติตามแนวทางของพระองค์ และทรงคุ้มครองพวกเขาให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรก
8ข้าแต่พระผู้อภิบาลของเรา และขอพระองค์ทรงโปรดให้พวกเขาได้เข้าในสวนสวรรค์หลากหลายอันสถาพร ซึ่งพระองค์ได้ทรงสัญญาแก่พวกเขาพร้อมทั้งผู้กระทำการดีจากบรรพบุรุษของพวกเขา และคู่ครองของพวกเขาและลูกหลานของพวกเขา แท้จริงพระองค์เท่านั้นเป็นผู้ทรงมีอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ
9และขอพระองค์ทรงคุ้มครองพวกเขาให้พ้นจากความชั่วทั้งหลาย และผู้ใดที่พระองค์ทรงคุ้มครองให้พ้นจากความชั่วทั้งหลายในวันนั้น ดังนั้นแน่นอนพระองค์ทรงเมตตาแก่เขา และนั่นคือ ความสำเร็จอันใหญ่หลวง
10แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นจะมีเสียงตะโกนบอกว่า การเกลียดชังของอัลลอฮ์นั้นยิ่งใหญ่กว่าการเกลียดชังของพวกเจ้าต่อตัวของพวกเจ้าเอง เมื่อพวกเจ้าถูกเรียกร้องสู่การศรัทธา แล้วพวกเจ้าก็ได้ปฏิเสธศรัทธา
11พวกเขากล่าวว่า ข้าแต่พระผู้อภิบาลของเรา พระองค์ได้ทรงทำให้เราตายสองครั้ง และพระองค์ได้ทรงทำให้เรามีชีวิตสองครั้ง ดังนั้นเราขอสารภาพต่อความผิดทั้งหลายของเรา ดังนั้นจะมีหนทางสู่ทางออก (แก่เรา) ไหม?
12นั่นก็เพราะว่า แท้จริงเมื่ออัลลอฮ์พระองค์เดียวถูกวิงวอนขึ้น พวกเจ้าก็ปฏิเสธศรัทธา และเมื่อหากให้มีการตั้งภาคีกับพระองค์ พวกเจ้าก็ศรัทธา ดังนั้น การตัดสินชี้ขาดเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่
13พระองค์นั้นเป็นผู้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณทั้งหลายของพระองค์แก่พวกเจ้า และได้ทรงประทานปัจจัยยังชีพลงมาจากฟากฟ้าแก่พวกเจ้า และจะไม่มีผู้ใดใคร่ครวญ นอกจากผู้สำนึกตัว
14ดังนั้นจงวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์ โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์ แม้ว่าพวกปฏิเสธศรัทธาจะเกลียดชังก็ตาม
15พระองค์ทรงมียศศักดิ์อันสูงส่ง ทรงเป็นเจ้าแห่งบัลลังก์ ทรงส่งวะห์ยูตามพระบัญชาของพระองค์แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์ เพื่อเตือนให้รำลึกถึงวันแห่งการพบปะ
16วันที่พวกเขาจะปรากฏตัวออกมา ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวกับพวกเขาที่จะปิดบังต่อหน้าอัลลอฮ์ได้ อำนาจในวันนี้เป็นของผู้ใดเล่า แน่นอนมันเป็นของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเอกะ ผู้ทรงพิชิตโดยเด็ดขาด
17วันนี้ทุกชีวิตจะได้รับการตอบแทนตามที่ได้ขวนขวายไว้ ไม่มีการอธรรมในวันนี้ แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงฉับพลันในการสอบสวน
18และจงตักเตือนพวกเขาเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ให้รู้ถึงวันที่ใกล้เข้ามา (วันกิยามะฮ์) ซึ่งหัวใจจะจุกอยู่ในลำคอซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม ไม่มีมิตรที่สนิทสนมสำหรับบรรดาผู้อธรรม และจะไม่พบผู้ช่วยเหลือที่ได้รับการตอบรับ (ความช่วยเหลือจากเขาได้)
19พระองค์ทรงรอบรู้การทรยศของดวงตา และสิ่งที่ทรวงอกปกปิดอยู่
20และอัลลอฮ์ทรงตัดสินด้วยความยุติธรรม และบรรดาผู้ที่วิงวอนขออื่นจากพระองค์นั้น พวกมันไม่อาจจะตัดสินใดๆ ได้ แท้จริงอัลลอฮ์ พระองค์เป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น
21พวกเขามิได้ท่องเที่ยวไปตามแผ่นดินดอกหรือ แล้วพิจารณาดูว่าบั้นปลายของประชาชาติในยุคก่อนหน้าพวกเขาเป็นเช่นใด เขาเหล่านั้นมีพลังที่เข้มแข็งกว่าพวกเขา และได้ทิ้งร่องรอยไว้มากมาย แล้วอัลลอฮ์ ก็ได้ทรงลงโทษพวกเขาด้วยความผิดของพวกเขา และไม่มีผู้ใดจะช่วยปกป้องพวกเขาให้พ้นจากอัลลอฮ์ได้
22นั่นก็เพราะว่าเมื่อบรรดาเราะซูลของพวกเขาได้มายังพวกเขาพร้อมด้วยหลักฐานมากมายอันชัดแจ้ง พวกเขาก็ได้ปฏิเสธศรัทธา ดังนั้นอัลลอฮ์จึงทรงลงโทษพวกเขา แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงพลัง ผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ
23และโดยแน่นอน เราได้ส่งมูซาพร้อมด้วยสัญญาณต่างๆ ของเราและหลักฐานอันชัดแจ้ง
24ไปยังฟิรเอาน์ ฮามาน และกอรูน แล้วพวกเขาก็กล่าวว่า (มูซาเป็น) มายากร นักโกหกตัวฉกาจ
25ครั้นเมื่อมูซาได้มายังพวกเขาด้วยสัจธรรมจากเรา พวกเขากล่าวว่า จงฆ่าลูกชายของบรรดาผู้ศรัทธาร่วมกับเขา และไว้ชีวิตผู้หญิงของพวกเขา แต่แผนการของพวกปฏิเสธศรัทธานั้นมิใช่อื่นใด นอกจากการล้มเหลว
26และฟิรเอาน์กล่าวว่า จงปล่อยฉัน ฉันจะฆ่ามูซา และให้เขาร้องเรียกพระผู้อภิบาลของเขา แท้จริงฉันเกรงว่าเขาจะมาเปลี่ยนศาสนาของพวกเจ้า หรือจะก่อการร้ายให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน
27และมูซากล่าวว่า แท้จริงฉันขอความคุ้มครองต่อพระผูัอภิบาลของฉันและพระผูัอภิบาลของพวกเจ้า ให้พ้นจากผู้หยิ่งผยองทุกคนที่ไม่ศรัทธาต่อวันแห่งการชำระ
28และชายผู้ศรัทธาคนหนึ่งจากพวกพ้องของฟิรเอาน์ ซึ่งปกปิดการศรัทธาของเขากล่าวว่า พวกเจ้าจะฆ่าชายคนหนึ่ง ที่เขากล่าวว่า พระผู้อภิบาลของฉันคืออัลลอฮ์กระนั้นหรือ? และแน่นอนเขาได้นำหลักฐานทั้งหลายอันชัดแจ้ง มาจากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้ามายังพวกเจ้า และหากว่าเขาเป็นคนโกหก การโกหกของเขาก็ตกหนักบนเขาเอง และหากว่าเขาเป็นคนพูดจริง ส่วนหนึ่งจากที่เขาได้สัญญาไว้กับพวกเจ้าก็จะประสบแก่พวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่นำทางแก่ผู้ที่เป็นผู้ละเมิด นักโกหกตัวฉกาจ
29โอ้ หมู่ชนของฉันเอ๋ย วันนี้อำนาจการปกครองเป็นของพวกเจ้า พวกเจ้ามีอำนาจในแผ่นดินนี้ (อียิปต์) แล้วใครเล่าจะช่วยเหลือเราจากการลงโทษของอัลลอฮ์ หากมันได้เกิดขึ้นกับพวกเรา? ฟิรเอาน์ กล่าวว่า "ฉันมิได้ชี้นำพวกเจ้า เว้นแต่สิ่งที่ฉันเห็นว่ามันถูกต้องเท่านั้น และฉันมิได้ชี้แนะทางแก่พวกเจ้า นอกจากทางที่เป็นสัจธรรมเท่านั้น"
30และชายผู้ศรัทธากล่าวอีกว่า โอ้หมู่ชนของฉันเอ๋ย แท้จริงฉันกลัวแทนพวกเจ้าเยี่ยงวันแห่งการลงโทษของกลุ่มชนต่างๆ ในอดีต
31เยี่ยงกับเคราะห์กรรมของหมู่ชนของนูห์ และอ๊าด และษะมูด และกับหมู่ชนหลังจากพวกเขา และอัลลอฮ์มิทรงประสงค์การอธรรมใดๆ แก่ปวงบ่าว
32และโอ้หมู่ชนของฉันเอ๋ย ฉันกลัวแทนพวกเจ้า เยี่ยงวันแห่งการร้องเรียกหาซึ่งกันและกัน
33วันที่พวกเจ้าหันหลังหนีกลับ ไม่มีผู้ใดจะช่วยปกป้องพวกเจ้าให้พ้นจากการลงโทษของอัลลอฮ์ได้ และผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงให้เขาหลงทางแล้ว ก็จะไม่มีผู้นำทางให้แก่เขา
34และโดยแน่นอน แต่ก่อนนี้ยูซุฟ ได้มายังพวกเจ้าพร้อมด้วยหลักฐานอันชัดแจ้ง แต่พวกเจ้าก็ยังคงอยู่ในการสงสัยในสิ่งที่เขาได้นำมายังพวกเจ้า จนกระทั่งเมื่อเขาได้ตายไปแล้ว พวกเจ้าก็กล่าวว่า "อัลลอฮ์จะไม่ทรงตั้งเราะซูลคนใดอีกแล้วหลังจากเขา" เช่นนั้นแหละ อัลลอฮ์ทำให้ผู้ที่ฝ่าฝืนและช่างสงสัยหลงทาง
35บรรดาผู้โต้เถียงในสัญญาณต่างๆ ของอัลลอฮ์โดยไม่มีหลักฐานอันใดมายังพวกเขา เป็นที่น่าเกลียดชังยิ่ง ณ ที่อัลลอฮ์ และ ณ ที่บรรดาผู้ศรัทธา เช่นนั้นแหละอัลลอฮ์ทรงประทับตราบนทุกๆ หัวใจของผู้จองหองหยิ่งยโส
36และฟิรเอาน์กล่าวว่า "โอ้ฮามานเอ๋ย จงสร้างหอสูงให้ฉันเพื่อฉันจะได้บรรลุถึงทางที่จะขึ้นไป"
37ทางที่จะขึ้นไปสู่ชั้นฟ้าทั้งหลาย เพื่อฉันจะได้เห็นพระเจ้าของมูซา และแท้จริงฉันคิดอย่างแน่ใจแล้วว่าเขาเป็นคนโกหก เช่นนั้นแหละ การงานที่ชั่วช้าของเขาได้ถูกทำให้เพริศแพร้วแก่ฟิรเอาน์ และเขาถูกปิดกั้นจากแนวทาง (ของอัลลอฮ์) และแผนการของฟิรเอาน์นั้นมิใช่อื่น นอกจากอยู่ในความพินาศ
38และผู้ศรัทธากล่าวว่า โอ้หมู่ชนของฉันเอ๋ย จงปฏิบัติตามฉัน ฉันจะนำทางแก่พวกเจ้าสู่ทางแห่งสัจธรรม
39โอ้หมู่ชนของฉันเอ๋ย แท้จริงชีวิตแห่งโลกดุนยานี้ เป็นเพียงแค่ความเพลิดเพลินเท่านั้น และแท้จริงปรโลกนั้นมันเป็นที่อยู่อันมั่นคง
40ผู้ใดกระทำความชั่ว ดังนั้นเขาจะไม่ได้รับการตอบแทน เว้นแต่ความชั่วเช่นเดียวกัน และผู้ใดกระทำความดีไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ดังนั้นพวกเขาจะได้เข้าสวรรค์ ซึ่งพวกเขาได้รับปัจจัยยังชีพในสวรรค์นั้นโดยปราศจากการคำนวณ
41และโอ้หมู่ชนของฉันเอ๋ย อย่างไรกันนี่ที่ฉันเชิญชวนพวกเจ้าไปสู่การรอดพ้น แต่พวกเจ้าเชิญชวนฉันไปสู่ไฟนรก
42พวกเจ้าเชิญชวนฉันเพื่อให้ฉันปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และให้ฉันตั้งภาคีต่อพระองค์ โดยที่ฉันไม่รู้มาก่อนเลยในเรื่องนั้น และฉันได้เชิญชวนพวกเจ้าสู่ (การศรัทธาต่อพระองค์) ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงอภัยยิ่ง
43ไม่ต้องสงสัยเลยว่า แท้จริงสิ่งที่พวกเจ้าเชิญชวนฉันสักการะนั้น มันไม่สามารถตอบรับการวิงวอนทั้งในโลกนี้และในปรโลก และแท้จริง การกลับของเรานั้นไปสู่อัลลอฮ์ และแท้จริงบรรดาผู้ฝ่าฝืนนั้น พวกเขาเป็นชาวนรก
44ดังนั้น ต่อไป พวกเจ้าจะต้องระลึกถึงสิ่งที่ฉันได้กล่าวแก่พวกเจ้า และฉันมอบภารกิจของฉันแด่อัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเห็นปวงบ่าว
45แล้วอัลลอฮ์ได้ทรงคุ้มครองเขาให้พ้นจากความชั่วทั้งหลายที่พวกเขาวางแผนไว้ และความชั่วช้าแห่งโทษทัณฑ์นั้นได้สกัดล้อมบริวารของฟิรเอาน์
46ไฟนรก ซึ่งพวกเขาจะถูกนำมาเผชิญต่อหน้ามัน (ขณะที่พวกเขาอยู่ในโลกบัรซัค) ทั้งยามเช้าและยามเย็น และเมื่อวันกิยามะฮ์เกิดขึ้น (มีคำสั่งแก่มลาอิกะฮ์ว่า) "จงนำบริวารของฟิรเอาน์ไปสู่การลงโทษอันสาหัสยิ่ง"
47และจงรำลึกถึงขณะที่พวกเขาโต้เถียงกันในนรก พวกอ่อนแอจะกล่าวแก่พวกโอหังว่า "แท้จริงพวกเราเป็นผู้ตามพวกเจ้า ดังนั้น พวกเจ้าจะช่วยพวกเราให้พ้นจากการลงโทษสักส่วนหนึ่งของไฟนรกนี้ได้ไหม?!"
48บรรดาผู้โอหัง (ผู้นำ) กล่าวว่า "แท้จริงแล้วเราทุกคนอยู่ในนรก แท้จริงอัลลอฮ์ทรงตัดสินระหว่างปวงบ่าวของพระองค์แล้ว"
49และบรรดาผู้อยู่ในนรก กล่าวแก่ผู้เฝ้านรกว่า "โปรดช่วยวิงวอนขอต่อพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าให้ทรงลดหย่อนการลงโทษแก่เราสักวันหนึ่งเถิด"
50จากนั้น (ผู้คุมนรก) ได้กล่าวว่า "บรรดาเราะซูลมิได้มาหาพวกท่านพร้อมด้วยหลักฐานอันชัดแจ้งหรอกหรือ?" พวกเขาตอบว่า "ใช่ พวกเขามาแล้ว" (ผู้คุมนรก) กล่าวว่า "ดังนั้นพวกเจ้าจงวิงวอนขอด้วยตัวของพวกเจ้าเองเถิด" และคำวิงวอนของผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นไร้ประโยชน์
51แท้จริงเราจะช่วยบรรดาเราะซูลของเราและบรรดาผู้ศรัทธาในชีวิตแห่งโลกนี้และในวันที่ปวงพยานจะปรากฏ
52วันซึ่งการแก้ตัวของพวกเขาจะไม่อำนวยผลแก่บรรดาผู้อธรรม และสำหรับพวกเขาคือการสาปแช่ง และสำหรับพวกเขาจะมีที่พำนักอันชั่วช้า
53และโดยแน่นอนเราได้ประทานทางนำแก่มูซา และเราได้ให้วงศ์วานของอิสรออีลรับมรดก คือคัมภีร์
54เพื่อเป็นทางนำและเป็นการเตือนรำลึกแก่บรรดาผู้มีสติปัญญา
55ดังนั้น เจ้าจงอดทนเพราะแท้จริงสัญญาของอัลลอฮ์นั้นเป็นความจริง และจงขออภัยโทษต่อความผิดของเจ้า และจงแซ่ซ้องสดุดีด้วยการสรรเสริญพระเจ้าของเจ้าทั้งยามเย็นและยามเช้า
56แท้จริงบรรดาผู้โต้แย้งในเรื่องโองการของอัลลอฮ์โดยปราศจากหลักฐานอันใดที่มายังพวกเขา ไม่มีอะไรในทรวงอกของพวกเขานอกจาก (ความปรารถนา) การจะเป็นใหญ่ ซึ่งพวกเขาไม่สามารถบรรลุได้ ดังนั้นจงขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์ แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น
57แน่นอน การสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้นใหญ่ยิ่งกว่า การสร้างมนุษย์ แต่ว่าส่วนมากของมนุษย์ไม่รู้
58และคนตาบอดกับคนตาดีนั้นย่อมไม่เท่าเทียมกัน และบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบความดีทั้งหลายกับพวกกระทำการชั่วก็ไม่เท่าเทียมเช่นกัน เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่พวกเจ้าจะใคร่ครวญ
59แท้จริง วันอวสานนั้นจะมีมาอย่างแน่นอน ไม่มีข้อสงสัยอันใดในนั้น แต่ว่าส่วนมากของมนุษย์ไม่เชื่อ
60และพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าตรัสว่า "จงวิงวอนต่อข้าเถิด ข้าจะตอบรับแก่พวกเจ้า แท้จริงบรรดาผู้หยิ่งผยองที่ไม่เคารพสักการะข้า จะต้องตกนรกอย่างอัปยศ"
61อัลลอฮ์ผู้ทรงทำกลางคืนสำหรับพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้สงบในเวลาของมัน และกลางวันเพื่อจะได้มองเห็น แท้จริงอัลลอฮ์ทรงโปรดปรานยิ่งแก่มวลมนุษย์ แต่ส่วนมากของมนุษย์นั้นไม่ขอบคุณ
62นั่นคืออัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ แล้วพวกเจ้าถูกหันเห (จากการเคารพสักการะพระองค์สู่การเคารพสักการะสิ่งอื่น) ได้อย่างไร?
63เช่นนั้นแหละ บรรดาผู้ที่ปฏิเสธต่อสัญญาณทั้งหลายของอัลลอฮ์ถูกทำให้หันเห (จากสัจธรรม)
64อัลลอฮ์คือผู้ทรงทำให้แผ่นดินนี้เป็นที่พำนักแก่พวกเจ้า และชั้นฟ้าเป็นเพดานมั่นคง และทรงทำให้พวกเจ้าเป็นรูปร่าง และทรงทำให้รูปร่างของพวกเจ้าสวยงาม และทรงประทานปัจจัยยังชีพจากสิ่งที่ดีทั้งหลายแก่พวกเจ้า นั่นคืออัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ดังนั้นอัลลอฮ์พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลกทรงจำเริญยิ่ง
65พระองค์คือผู้ทรงมีชีวิตนิรันดร์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใด (ที่ควรค่าแก่การเคารพโดยเที่ยงแท้) นอกจากพระองค์ ดังนั้นจงวิงวอนขอต่อพระองค์โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาของพระองค์ มวลการสรรเสริญนั้นเป็นของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
66จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) "แท้จริงฉันถูกห้ามมิให้เคารพภักดีต่อทุกสิ่งที่พวกเจ้าวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮ์ เมื่อหลักฐานทั้งหลายอันชัดแจ้งจากพระผู้อภิบาลของฉันได้มีมายังฉันแล้ว และฉันถูกบัญชาให้จำนนต่อพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
67พระองค์คือผู้ทรงสร้างพวกเจ้าจากฝุ่นดิน จากนั้นจากเชื้ออสุจิ แล้วจากก้อนเลือด จากนั้นทรงให้พวกเจ้าคลอดออกมาเป็นทารก จากนั้นเพื่อให้พวกเจ้าได้บรรลุสู่วัยฉกรรจ์ของพวกเจ้า แล้วเพื่อพวกเจ้าจะได้เป็นคนชรา และในหมู่พวกเจ้ามีผู้เสียชีวิตในวัยหนุ่ม และเพื่อให้พวกเจ้าจะได้บรรลุสู่วัยที่ถูกกำหนดไว้ และเพื่อพวกเจ้าจะได้ใช้สติปัญญาใคร่ครวญ
68พระองค์คือผู้ทรงให้เป็นและทรงให้ตาย ดังนั้นเมื่อพระองค์ทรงกำหนดกิจการใดๆ พระองค์ก็จะกล่าวแก่มันว่า จงเป็น แล้วมันก็จะเป็นขึ้นมา
69เจ้าไม่เห็นหรอกหรือว่า บรรดาผู้ที่โต้เถียงในบรรดาโองการของอัลลอฮ์ (อัลกุรอาน) พวกเขาถูกให้หันเหออกไปอย่างไร?
70บรรดาผู้ที่ปฎิเสธต่อคัมภีร์ และต่อสิ่งที่เราได้ส่งมาพร้อมกับรรดาเราะซูลของเรา แล้วอีกไม่นาน พวกเขาก็จะได้รู้
71เมื่อตรวนได้คล้องที่คอพวกเขา และโซ่ตรวนถูกลากไป
72ในน้ำเดือดพล่าน แล้วในไฟนรกพวกเขาจะถูกเผาไหม้
73หลังจากนั้น จะมีเสียงกล่าวแก่พวกเขาว่า ไหนเล่า (บรรดาเจว็ด) ที่พวกเจ้าตั้งภาคี
74อื่นจากอัลลอฮ์ พวกเขากล่าวว่ามันได้หลงหายไปจากพวกเราแล้ว แต่ว่าพวกเรามิได้วิงวอนขอต่อสิ่งใดก่อนหน้านี้หรอก เช่นนั้นแหละอัลลอฮ์ทรงให้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาหลงทาง
75นั่นก็เพราะว่า พวกเจ้าหลงระเริงในแผ่นดิน โดยไม่เป็นธรรม และเพราะว่าพวกเจ้าอวดดี
76(มีการกล่าวแก่พวกเขาว่า) "จงเข้าไปที่ประตูนรก แล้วพวกเจ้าจะอยู่ในนั้นตลอดกาล นั่นเป็นที่ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับคนเย่อหยิ่ง"
77ดังนั้นจงอดทนเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) แท้จริงสัญญาของอัลลอฮ์นั้นเป็นจริง บางทีเราจะให้เจ้าได้เห็นบางสิ่งที่ได้สัญญาแก่พวกเขา หรือเราจะทำให้เจ้าตายเสียก่อน ดังนั้นพวกเขาจะถูกกลับไปยังเรา
78และโดยแน่นอน เราได้ส่งบรรดาเราะซูลมาก่อนหน้าเจ้า บางคนในหมู่พวกเขามีผู้ที่เราบอกเล่าแก่เจ้า และบางคนในหมู่พวกเขามีผู้ที่เรามิได้บอกเล่าแก่เจ้า และไม่บังควรแก่เราะซูลที่จะนำสัญญาณใดๆ มา เว้นแต่ด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ ดังนั้นเมื่อพระบัญชาของอัลลอฮ์มาถึง เรื่องนั้นก็จะถูกตัดสินด้วยความยุติธรรม และขณะนั้นบรรดาผู้กล่าวเท็จก็จะขาดทุนอย่างย่อยยับ
79อัลลอฮ์คือผู้ทรงทำปศุสัตว์บางชนิดให้พวกเจ้าเพื่อใช้เป็นพาหนะ และบางชนิดเพื่อให้พวกเจ้าใช้กิน
80และสำหรับพวกเจ้ามีประโยชน์อื่นๆ มากมายในนั้น (ปศุสัตว์) และเพื่อให้พวกเจ้าบรรลุความต้องการที่เก็บไว้ในใจของพวกเจ้า (โดยการ) บรรทุกบนหลังมันและบรรทุกบนเรือ
81และพระองค์ได้ทรงให้พวกเจ้าเห็นสัญญาณต่างๆ ของพระองค์ ดังนั้น ด้วยสัญญาณต่างๆ ของอัลลอฮ์อันใดเล่าที่พวกเจ้าปฏิเสธ
82พวกเขามิได้ท่องเที่ยวไปตามแผ่นดินหรอกหรือ แล้วพิจารณาดูว่า บั้นปลายของประชาชาติในยุคก่อนหน้าพวกเขาเป็นเช่นใด เขาเหล่านั้นมีจำนวนมากกว่าพวกเขา และมีพลังเข้มแข็งว่า และได้ทิ้งร่องรอยไว้มากมายในแผ่นดิน ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาได้ขวนขวายไว้นั้น หาได้อำนวยประโยชน์แก่พวกเขาไม่
83ดังนั้นเมื่อบรรดาเราะซูลของพวกเขาได้มายังพวกเขาพร้อมด้วยหลักฐานต่างๆ อันชัดแจ้ง พวกเขาพอใจกับความรู้ (ทางด้านวัตถุ) ที่มีอยู่กับพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาเยาะเย้ยก็สกัดล้อมพวกเขา (คือจนมุม)
84ครั้นเมื่อพวกเขาได้เห็นการลงโทษอย่างหนักของเรา พวกเขาก็กล่าวว่า เราศรัทธาต่ออัลลอฮ์องค์เดียว และเราปฏิเสธศรัทธาต่อสิ่งที่เราเคยตั้งภาคีต่อพระองค์
85ดังนั้นการศรัทธาของพวกเขาเมื่อได้เห็นการลงโทษของเราก็ไม่อำนวยประโยชน์ใด ๆ แก่พวกเขา นี่คือกฎกำหนดของอัลลอฮ์ที่ได้มีมาแต่ในอดีตในปวงบ่าวของพระองค์ และขณะนั้นบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาก็ได้ขาดทุนอย่างย่อยยับ